SCC ปักธงปี 70 เร่งเครื่อง LSP เวียดนาม หวังลดต้นทุนกว่า 8 พันล้านบาทต่อปี

SCC กางแผนปี 70 เร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบอีเทนโรงงาน LSP เวียดนาม คาดแล้วเสร็จกลางปี หวังลดต้นทุนกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี ราว 8 พันล้านบาท พร้อมรุกตลาดวัสดุก่อสร้าง-บรรจุภัณฑ์ในอาเซียน นำ AI เพิ่มประสิทธิภาพ หลัง 9 เดือนแรกปี 69 Adjusted Cash EBITDA โต 19%


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ท่ามกลางความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานที่ผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยบริษัทมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%

สำหรับกำไรหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Adjusted Profit) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลจากการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 14,444 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 2,385 ล้านบาท และรายได้จากการขาย 122,666 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน โดยสามารถลดหนี้สินสุทธิลง 42,656 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 3.6 เท่า ขณะที่มีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 จำนวน 75,147 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในระยะถัดไป

นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า SCC มุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจด้วยการผนึกกำลังระหว่างธุรกิจเคมิคอลส์ในกลุ่ม SCC และ GC การเดินหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบอีเทนในประเทศเวียดนาม รวมถึงการขยายแพลตฟอร์มปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement Platform) ในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการลดหนี้สินสุทธิและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยี AI และ Robotics

สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เดินหน้าผนึกกำลังกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงาน (Synergy) ประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี และผลักดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

นอกจากนี้ SCGC ยังเร่งดำเนินโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนของโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีแผนดำเนินโครงการแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2570 เร็วกว่ากำหนดเดิม ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ได้กลับมาเดินเครื่องผลิตตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดดำเนินการชั่วคราวจากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการธุรกิจเคมิคอลส์ยังได้รับผลกระทบจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยไตรมาส 3/2569 SCGC มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP จำนวน 2,756 ล้านบาท และขาดทุนสำหรับงวด 1,738 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกมี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP จำนวน 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานภายใต้แนวทาง One CBM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุน โดยสามารถเพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าได้ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนอยู่ที่ 25–35% เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงาน

สำหรับผลประกอบการธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 16,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และกำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 3/2569 มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 4,611 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 1,669 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เดินหน้าขยายตลาดในเวียดนาม โดยยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มขึ้นกว่า 32% พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงาน Dai Loc ประมาณ 6 ล้านตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2569 ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง Stone Plastic Composite (SPC) เป็น 2.88 ล้านตารางเมตรต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต

ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ภายใต้ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มีผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่องจากธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย และการบริหารเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 15,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% และกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับไตรมาส 3/2569 ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 5,253 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย รวมถึงพัฒนาฐานการผลิตกระดาษสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

นายธรรมศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2570 SCC จะมุ่งต่อยอดการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน SCGC-PTTGC การเดินหน้าโครงการอีเทนของ LSP ในเวียดนาม การขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในอาเซียน และการนำ AI และ Robotics มาเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิต เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button