
3 ปมร้อน! กระตุกเชื่อมั่นหุ้นไทย
ภาพสะท้อนของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” ของนักลงทุน ทำให้เม็ดเงินหดหายโดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ
ภาพสะท้อนของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” ของนักลงทุน ทำให้เม็ดเงินหดหายโดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายในแต่ละวันเหี่ยวเฉา โดยในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายรายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 41,405 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย..!!
ซึ่งเพิ่งจะมาปีนี้นี่แหละที่ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายที่คับคั่งเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-80,000 ล้านบาท บางวันทะลุไป 100,000 ล้านบาทก็มี ซึ่งไม่เห็นมานานหลายปีแล้ว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ขนเงินมาซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีมานี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปแล้วกว่า 74,000 ล้านบาท สวนทางกับพี่กอง (กองทุน) ที่ตั้งแต่ต้นปีมาขายสุทธิไปแล้วกว่า 90,000 ล้านบาท
แหม๊…กำลังไปได้สวยเชียว ก็มี 3 เหตุการณ์ร้อนฉ่ามากระตุกความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยอีกแล้วครับพี่น้องงง…
เริ่มจากกรณี “สุภาพร พิมพงษ์” ที่ลองของ…อุ๊ย..ท้าทายระบบสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วยการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) จำนวน 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV
จากการรายงานการได้มาหลักทรัพย์ตามแบบ 246-2 ของ “สุภาพร” ซึ่งเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน แต่จู่ ๆ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของหลายบริษัทยักษ์ใหญ่หน้าตาเฉย..!!
ทำเอาเลขาฯ ก.ล.ต. เก้าอี้ร้อนฉ่า…ต้องแถลงด่วนชี้แจงข้อสงสัยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการรายงานแบบ 246-2 ของ “สุภาพร” ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่า เป็นการรายงาน “หุ้นทิพย์”…ไม่ได้มีหุ้นอยู่จริง..!!
ต่อมาแม้ ก.ล.ต.จะมีการกล่าวโทษ “สุภาพร” ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ฐานยื่นเอกสารเท็จ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเคสของ “สุภาพร” ได้เขย่าความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมกับสั่นคลอนความน่าเชื่อถือ และกระบวนการทำงานของ ก.ล.ต.ไปแล้วนะจิบอกให้…
เคสของ “สุภาพร” ยังไม่ทันจางหาย ก็มีเคสใหม่ตามมาติด ๆ จากกรณี ก.ล.ต.กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) และอดีตกรรมการบริษัท ปมรายงานข้อมูลเท็จเหตุถูกโจมตีทางไซเบอร์จนสูญเงินมูลค่ารวม 1,700 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อ 5 ปีก่อน…
โอเค…เคสนี้ไม่เกี่ยวกับตลาดหุ้นโดยตรง แต่เป็นเรื่องของการลงทุน ซึ่งสร้างแรงกระแทกต่อความโปร่งใสของผู้บริหารบริษัท และมาตรฐานการกำกับดูแลแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
ขณะที่ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกอีกแล้ว กับกรณีบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ตรวจพบการลักลอบเข้าถึงข้อมูลในระบบ TSD Investor Portal ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยราว 200,000 ราย จากทั้งหมด 5 ล้านราย รั่วไหลออกไปสู่ภายนอก
แม้ TSD และผู้เกี่ยวข้องจะนั่งยันนอนยันว่า ไม่มีข้อมูลการถือครองหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าพอร์ต หรือประวัติการซื้อขายรั่วไหลออกไป แต่ถ้าดูจากข้อมูลที่รั่วไหล ซึ่งประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล บริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการ เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ชื่อธนาคาร และเลขบัญชีธนาคาร ก็เพียงพอที่จะเขย่าขวัญความเชื่อมั่นของนักลงทุนแล้ว…ว่าป๊ะล่ะ..??
ขณะที่มีคนแย้งว่า การรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลครั้งนี้ ใช่ว่าเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่..?? ที่ผ่านมาก็มีข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยรั่วไหลอยู่เนือง ๆ อาทิ ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข บริษัทประกัน ค่ายมือถือ ฯลฯ จึงไม่ควรตื่นตระหนก..??
อันนั้นก็ใช่…แต่เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรกมั้ย..??
จึงไม่แคล้วถูกตั้งคำถามถึงประเด็นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) เพราะสิ่งที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด กลับไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ซึ่งทำลายความรู้สึกของนักลงทุนไปพอสมควร แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรม แต่เห็นผลกระทบในนามธรรมไปแล้ว
จาก “สุภาพร”…หุ้นทิพย์ ตามด้วย “Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก” มาสู่ “TSD ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนราย” เป็น 3 ปมร้อน ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..!!
คงต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องเร่งหาวิธีปิดช่องโหว่…อุดรอยรั่วด้วยละกัน อย่าปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วค่อยมาล้อมคอก ไม่เช่นนั่นวิกฤตความเชื่อมั่นจะกู่ไม่กลับนะเจ้าคะ…
…อิ อิ อิ…