
พาราสาวะถี
ปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เมือง หรือจะโฟกัสให้ชัดก็คือ กลางกรุงเทพมหานคร นั่นเอง กำลังเป็นประเด็นให้สังคมตั้งคำถาม
ปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เมือง หรือจะโฟกัสให้ชัดก็คือ กลางกรุงเทพมหานคร นั่นเอง กำลังเป็นประเด็นให้สังคมตั้งคำถาม ช่องโหว่ของกฎหมายที่ทำให้บรรดานักธุรกิจต่างชาติทั้งหลาย มีทั้งทุนเทาและไม่เทาแห่แหนมาลงทุน จะสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล งานนี้ รัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้ อนุทิน ชาญวีรกูล เซ็นตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการเรียกประชุมกันวันนี้ (4 กันยายน)
แต่ก่อนหน้านั้น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวไปแล้ว ร่วมกับตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวง แง่ความห่วงใยเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาเกินความจำเป็น จนอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ของประชาชนนั้น ทั้งสองหน่วยงานได้ยืนยันว่า กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ใช้มากขนาดนั้น เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น รวมไปถึงโรงพยาบาล ส่วนเรื่องมลพิษจากการใช้น้ำนั้น ผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันเป็นน้ำหล่อเย็นซึ่งไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด
จึงเหลือความน่ากังวลอย่างเดียวนั่นก็คือ การสำรองน้ำมันดีเซลเพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟ ตรงนี้ถือว่ามีการใช้ช่องว่างทางข้อกฎหมายมาเลี่ยงบาลี เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีนิยามในข้อกฎหมาย จึงใช้การขออนุญาตจัดตั้งเป็นคลังสินค้า โดยตามกฎหมายผังเมืองไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม และไม่ได้อยู่ในข้อบังคับที่จะต้องทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ นั่นจึงเป็นโจทย์ที่คณะกรรมการที่อนุทินตั้งขึ้นจะต้องไปดำเนินการ
จำเป็นที่จะต้องมีการ ทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม กิจการที่ดำเนินการอยู่ในเวลานี้คงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบ ซีกของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานความร่วมมือกับกทม.ในการใช้ช่องทางตามกฎหมายที่มีอยู่เข้าไปดูแล ไม่ต้องรอให้เกิดผลด้านลบก่อนแล้วค่อยทำ จะเป็นการสร้างสบายใจ และไว้วางใจจากประชาชนได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากกรณีของอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ บริเวณถนนพระราม 9 ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 นั้น ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกับที่ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาลแถลง อาจต้องปรับจูนกันหน่อยเพื่อไม่ให้สังคมสับสน เพราะทางโฆษกบอกว่า การจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตร ออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว
แต่ทางเลขาฯ รัฐมนตรีพลังงานที่ลงพื้นที่ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีการลักลัอบติดตั้งถึงจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับปั่นไฟฉุกเฉินถึง 2 แสนลิตร ไม่ได้รับใบอนุญาต และพบว่า มีการสูบน้ำมันออกจากถังหมดแล้ว เหลือเพียงคราบติดค้างอยู่บางส่วน ประเด็นนี้ดูเหมือนจะเล็กน้อยแต่สำคัญ เพราะข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้เคลื่อนย้ายน้ำมันไปเก็บเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี กับฝ่ายผู้ทำผิดแอบขนน้ำมันไปล่วงหน้าก่อนจะมีการเข้าตรวจ ผลจากการกระทำมันต่างกัน
เพราะการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจแล้วพบความผิดพร้อมหลักฐาน การไปแจ้งความดำเนินคดีตามข้อกฎหมายนั้นถือว่าองค์ประกอบของการทำความผิดแน่นหนา เรื่องไม่ได้รับใบอนุญาตนั่นประการหนึ่ง และมีของกลางเป็นน้ำมันนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่กรณีที่พบคราบน้ำมันก็ใช้เป็นหลักฐานได้ คำถามสำคัญคือ ถ้าก่อนหน้ามีการเก็บน้ำมันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย แต่พอจะมีการเข้าไปตรวจทำไมถึงได้ขนย้ายกันได้ทัน เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดข้อกังขาว่า เจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจกับผู้ประกอบการหรือไม่
จากเรื่องเล็ก ๆ ที่มีช่องโหว่ทางด้านกฎหมายเหล่านี้นี่แหละ ที่กลายเป็นช่องทางทำมาหากินของฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐไว้ในมือ ทั้งนี้ เมื่อมีการจุดกระแสเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาแล้ว ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ช่วยทำให้รัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขตัวบทกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกันฟากของกทม.ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาเพื่อที่จะได้เพิ่มนิยามของเรื่องนี้ไปในข้อบัญญัติผังเมืองกทม.ด้วย
การเมืองว่าด้วยปมฮั้วเลือกสว.ที่กกต.นัดชี้ขาดวันที่ 14 กันยายนนี้ ฝ่ายตรวจสอบและเห็นว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง ยังคงเคลื่อนไหวรายวัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกังขาที่มีต่อกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้ ด้านของ พรรคภูมิใจไทยที่มีตัวละครระดับรัฐมนตรี 10 ราย และเครือข่ายของพรรคอีกหลายสิบชีวิตที่ติดร่างแหในคดีด้วย ก็ต้องพยายามหาหนทางในการให้กูรูด้านกฎหมายของพรรคสื่อสารเพื่อชี้ชวนให้สังคมไม่ไปรวมตัวสร้างแรงกดดันต่อกกต.ด้วย มากกว่าไปนั้น มีความพยายามในการจุดกระแสข่าวอื่นที่ใหญ่กว่าเพื่อหวังเบี่ยงเบนความสนใจ
พอจะเข้าใจได้ กรณีนี้ถ้ากกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา มันจะมีผลโดยตรงต่อคนที่มีหัวโขนในรัฐบาล และมันหมายถึงอนาคตของพรรคสีน้ำเงินด้วย ไม่เพียงเท่านั้น 138 สว.ที่อยู่ในสำนวนก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอนไปด้วย ซึ่งถึงหมดถูกผูกไว้ในระบอบสีน้ำเงินทั้งหมด แต่อย่างที่รู้กันการก้าวขึ้นมามีอำนาจด้วยพลังอันแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ในฐานะสายตรงอนุรักษ์นิยม มันไม่น่ามีอะไรให้ต้องกังวล เว้นเสียแต่ฝ่ายที่หนุนหลังเริ่มจะเห็นว่า บางคนบางพวกพอเริ่มจะเหิมเกริม เหลิงในอำนาจ จำเป็นต้องจัดการ นั่นก็อีกเรื่อง อำนาจที่เกี่ยวพันกันด้วยผลประโยชน์มหาศาลมันไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ
อรชุน