น้ำมันดิบปิดลบ นักลงทุนยังวิตกภาวะน้ำมันล้นตลาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (28 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด หลังจากมีรายงานบ่งชี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับตัวเลขคาดการณ์ และจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 78 เซนต์ หรือ 1.9% ปิด (28 ก.ค.) ที่ 41.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 77 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 42.70 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปิดร่วงลงติดต่อกัน 5 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 521.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล การเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของ EIA สวนทางกับสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) ที่รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 827,000 บาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านเบเกอร์ ฮิวส์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมัน ระบุว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เปิดใช้งานในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 14 แห่ง เป็น 371 แห่ง ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 22 ก.ค. ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ ออกรายงานคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะยังคงทรงตัวอยู่ในช่วง 45-50 ดอลลาร์/บาร์เรล จนถึงช่วงกลางปีหน้า โดยสถานการณ์อุปสงค์และอุปทานโลกยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า การที่ราคาน้ำมันจะร่วงลงต่ำกว่าระดับ 35 ดอลลาร์/บาร์เรลได้นั้น จะต้องมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การชะลอตัวของอุปสงค์น้ำมันโลก, สต็อกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของจีน และการเพิ่มการผลิตน้ำมันในลิเบีย และไนจีเรีย