“ดาวโจนส์” ปิดบวก 276 จุด หลังน้ำมันผันผวนต่ำ 100 เหรียญ

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 275.88 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี–ค้าปลีก หลังความหวังหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน 2 สัปดาห์เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ขณะที่น้ำมันดิบย่อต่ำ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ยังผันผวน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (9 เม.ย.69) สามดัชนีหลักปรับตัวขึ้น โดยดาวโจนส์กลับมาอยู่ในแดนบวกนับตั้งแต่ต้นปี ตลาดได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,185.80 จุด เพิ่มขึ้น 275.88 จุด หรือ 0.58% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,824.66 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,822.42 จุด เพิ่มขึ้น 0.83%

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวผันผวน โดยน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงแรกก่อนลดช่วงบวกลงมาปิดที่ 97.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในรายหุ้น หุ้น Amazon ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังบริษัทเปิดเผยว่าธุรกิจคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้นตาม

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากหุ้น Meta Platforms ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ รวมถึงหุ้นเชิงรับอย่าง Walmart และบริษัทสาธารณูปโภคอย่าง American Electric Power ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 (ประมาณการครั้งที่ 3) ขยายตัวเพียง 0.5% ต่ำกว่าประมาณการก่อนหน้า

ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 16,000 ราย สู่ระดับ 219,000 ราย สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไป

Back to top button