
WTI ปิดลบ 1.33% จับตาผลเจรจาหยุดยิง “สหรัฐ-อิหร่าน”
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดลบ 1.33% นักลงทุนจับตาข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลดลงในวันศุกร์ (10 เม.ย.) และทำสถิติร่วงลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ก่อนที่จะเข้าสู่การเจรจาระหว่างประเทศอิหร่านและสหรัฐอเมริกาในวันเสาร์ (11 เม.ย.) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ปรับตัวลดลง 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.33% ปิดที่ระดับ 96.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลง 72 เซนต์ หรือ 0.75% ปิดที่ระดับ 95.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ทรุดตัวลงถึง 13.4% ถือเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 12.7% ในรอบสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการร่วงลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 โดยปัจจัยหลักมาจากการเทขายอย่างหนัก หลังจากที่อิหร่านและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ผ่านการเป็นตัวกลางเจรจาของประเทศปากีสถาน
บทวิเคราะห์จาก บริษัท คอมเมิร์ซแบงก์ หรือ CBK ระบุในบันทึกเมื่อวันศุกร์ว่า ประเด็นสำคัญที่ตลาดน้ำมันต้องจับตาคือ การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับมาดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน หากอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง โดยปัจจุบันปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% ของสภาวะปกติ หลังจากอิหร่านเตือนให้เรือเดินอยู่ภายในน่านน้ำของตน ข้อมูลการติดตามการเดินเรือล่าสุดระบุด้วยว่า เรือส่วนใหญ่ที่แล่นผ่านช่องแคบในช่วง 1 วันที่ผ่านมาล้วนมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน
ทางด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งเปิดเผยว่า อิหร่านมีความต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากผู้นำชาติตะวันตกและหน่วยงานด้านการเดินเรือขององค์การสหประชาชาติ (UN) ทั้งนี้ เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญแห่งนี้ถูกปิดกั้นจากผลกระทบของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
นางนาตาชา คาเนวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลกของ บริษัท เจ.พี. มอร์แกน หรือ JPM รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมากกว่า 60 แห่งทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ แม้จะคาดว่าการโจมตีส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน แต่พบว่ามีอย่างน้อย 8 แห่งที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมแซมอย่างยาวนาน
รายงานจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เมื่อต้นสัปดาห์ ระบุว่า ผู้ผลิตในตะวันออกกลางได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงประมาณ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม เนื่องจากความจุของคลังจัดเก็บอยู่ในภาวะตึงตัว และคาดว่าปริมาณการหยุดผลิตจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน โดยนักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตน้ำมันทั่วโลกจากสงครามอิหร่านในครั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ตลาดน้ำมันเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอุปทานภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ประเมินว่าตลาดจะมีอุปทานส่วนเกินในระดับที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตในตะวันออกกลางได้ประสานไปยังโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียให้เร่งส่งแผนการขนถ่ายน้ำมันดิบสำหรับเดือนเมษายนและพฤษภาคม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในที่สุด
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในวันศุกร์เริ่มทรงตัว เนื่องจากนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างกำลังการผลิตที่ลดลงของซาอุดีอาระเบียกับความคืบหน้าด้านการทูต โดยสำนักข่าวทางการของซาอุดีอาระเบีย (SPA) รายงานว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของประเทศลดลงประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน และทำให้ปริมาณการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ลดลงราว 700,000 บาร์เรลต่อวัน ในขณะเดียวกัน ประเทศเลบานอนได้เปิดเผยแผนที่จะเข้าร่วมการประชุมกับคณะผู้แทนของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือและประกาศข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน
ส่วนของนโยบายสหรัฐฯ รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะขยายการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรโดยเร็วที่สุดในวันศุกร์ เพื่ออนุญาตให้ประเทศต่างๆ สามารถซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางส่วนจากรัสเซียได้ ขณะที่ข้อมูลจากแหล่งค้าขายระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียจากท่าเรือหลักทางตะวันตกปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม แม้ว่าจะเผชิญกับการหยุดชะงักของการบรรทุกน้ำมันจากการถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานด้วยโดรนก็ตาม
ปิดท้ายด้วยรายงานจาก บริษัท เบเกอร์ ฮิวจ์ หรือ BKR ผู้ให้บริการด้านพลังงาน ระบุว่า บริษัทพลังงานในสหรัฐฯ ได้ปรับลดจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังคงใช้งานอยู่ลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 สัปดาห์ โดยการลดลงในสัปดาห์นี้ส่งผลให้จำนวนแท่นขุดเจาะรวมลดลง 38 แท่น หรือลดลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

