พาราสาวะถี

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรกับการที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารแต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชลนั่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยการแต่งตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยิ่งตามข่าวว่าเป็นการส่งเทียบเชิญโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยิ่งชัดเจนเด่นชัด

อรชุน

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรกับการที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารแต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชลนั่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยการแต่งตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยิ่งตามข่าวว่าเป็นการส่งเทียบเชิญโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยิ่งชัดเจนเด่นชัด

ต้องไม่ลืมว่าการตกเขียวเพื่อมัดจำทางการเมืองของผู้มีอำนาจกับกลุ่มการเมืองอิทธิพลท้องถิ่น โดยใช้ตำแหน่งการเมืองในรัฐบาลหมั้นหมาย รวมไปถึงการใช้ชนักปักหลักของแต่ละกลุ่มการเมืองมาเป็นเครื่องมือบีบให้เข้าร่วมกับฝ่ายถือครองอำนาจนั้น สมคิดเคยผ่านประสบการณ์มาแล้วคราวร่วมงานในรัฐบาลไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร

ดังนั้นเกมการเมืองที่อาศัยชั้นเชิงสารพัดจึงเป็นการใช้ความสามารถของผู้ที่ผ่านการเพาะบ่มทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับการเลือกใช้บรรดาเนติบริกรทั้งหลายเพื่ออุดช่องว่างในการที่จะถูกเล่นงานทางการเมืองในอนาคต ดังนั้น โจทย์ที่ว่าตระกูลคุณปลื้มและพรรคพลังชลจะเป็นแนวร่วมของพรรคสช.หรือสุดท้ายก็ไหลมารวมกันในอนาคตนั้น จึงมีคำตอบที่ไม่ต้องอธิบายใดๆ

ความจริงอย่างที่บอกไปหลายครั้ง อาการของคนที่จะสืบทอดอำนาจนั้นมันเป็นตัวบ่งบอก เพราะหากเบื่อหน่ายและไม่อยากอยู่ในตำแหน่งจริง มันจะต้องมีการปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยืนยันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่การหลุดคำพูดยอมรับว่าตัวเองเป็นนักการเมืองและไม่ปิดทางตัวเองที่จะเป็นนายกฯคนนอก เท่านี้ก็บ่งบอกได้ชัดเจนแล้วว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดอะไรและจะทำอะไรต่อหลังการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับการตั้งพรรคของคสช.ที่มีสมคิดเป็นแกนหลักการเรียกอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์และชาติไทยพัฒนาเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาลนั่นก็คือการเคลื่อนไหวหนึ่ง ยังไม่นับอีกหลายครั้งหลายหนที่นัดเจอกันตามเซฟเฮาส์ มิหนำซ้ำ ลิ่วล้อคนสำคัญที่ทั้ง อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

ถ้าจำกันได้คราวที่นักข่าวไปถามเด็กในคาถาสมคิดทั้งสองคนเรื่องการตั้งพรรคการเมือง โดยเฉพาะสนธิรัตน์นั้น ปฏิเสธเสียงแข็งไม่เล่น ไม่ถนัดเรื่องการเมือง พอวันนี้กลับไปถามอีกทียอมรับหน้าตาเฉยคุยกันอยู่ พร้อมพ่วงเหตุผลต้องการสนับสนุนบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯต่อ ไม่ว่าจะมีคำอธิบายอย่างไร เหล่านี้คือแผนของการสืบทอดอำนาจ โดยใช้กลไกการเลือกตั้งเพื่อหวังว่าจะสร้างความชอบธรรมให้กับเผด็จการซ่อนรูปเท่านั้นเอง

ความจริงการรัฐประหารกันยายน 2549 ที่ว่ากันว่าเสียของภายใต้ปฏิบัติการลับ ลวง พราง ของ “บิ๊กบัง” พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน นั้น คงต้องยอมรับกันว่าหัวหน้าคณะเผด็จการไม่ได้ตั้งใจที่จะกระทำมาตั้งแต่ต้น จึงไม่อินังขังขอบต่อการอยากได้ใคร่มีในอำนาจ และเห็นชัดว่าหลังหมดวาระในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ก็ไปตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่ถนนสายการเมืองตามครรลอง

แต่การรัฐประหารรอบนี้ เป็นการเตรียมการกันเป็นขั้นเป็นตอน จัดวางองคาพยพต่างๆ ไว้อย่างเพียบพร้อม โดยเฉพาะการเขียนกฎหมายปิดช่องคู่แข่งและเปิดทางให้ผู้ที่จะสืบทอดอำนาจได้กลับเข้ามาอย่างสบายใจ วันนี้ สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้สงสัยแต่เริ่มมีข้อกังวลกันแล้วว่า มาตรา 44 ที่ตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2560 จะต้องหมดไปหลังมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งนั้น จะหายไปจริงหรือ

เพราะหากฟังจากคำบอกกล่าวของสมคิดที่ว่าอยากให้ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบเพราะการเมืองมีเสถียรภาพนั้น หากไม่มีเครื่องมือพิเศษกฎหมายวิเศษจะจัดการฝ่ายเห็นต่างและเล่นงานกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านได้อย่างไร อย่างที่รู้กัน ในห้วงของการจัดการเลือกตั้งอำนาจ ม.44 ยังคงอยู่และไม่รู้ว่าจะถูกงัดมาใช้เพื่อผลประโยชน์ใดของผู้มีอำนาจหรือเปล่า

เรื่องอภินิหารกฎหมายนั้น แสดงให้เห็นแล้วผ่านการขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ดังนั้นหากต้องการที่จะให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งซึ่งค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าเป็นคนหน้าเดิมอยู่บริหาร โดยมีฝ่ายค้านในสภาและอาจจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านนั่งอยู่ในตำแหน่งอย่างมั่นคง ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเล่นแร่แปรธาตุสร้างกฎหมายพิเศษอะไรขึ้นมาเป็นเกราะกำบังให้กับรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

ขณะที่ความหวังว่าจะมีกลุ่มพลังมวลชนหรือชนชั้นนำ ออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจหรือการออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคณะเผด็จการนั้น ถือเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ต้องไม่ลืมว่า ที่สถานการณ์ของประเทศเป็นอย่างทุกวันนี้ ก็เกิดจากฝีมือของคนเหล่านี้นี่เอง ที่ต่างพากันพร้อมใจวางเฉย มิหนำซ้ำ บางกลุ่มยังสนับสนุนเผด็จการอย่างออกนอกหน้า ด้วยเหตุผลเดียวคือเกลียดระบอบทักษิณ

แม้จะมีบางคนบางพวกอาจจะบอกว่า ในเมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ควรจะใช้ช่องทางตามระบอบประชาธิปไตยในการจัดการผู้ที่สืบทอดอำนาจและอาจจะใช้อำนาจในทางที่มิชอบได้ ก็อย่างที่บอกไว้ขั้นต้น มีใครกล้ายืนยันได้บ้างไหมว่า องคาพยพเผด็จการนั้นจะไม่สร้างกลไกใดขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองอีก และการกระทำทุกครั้งก็เป็นไปอย่างแยบยล ใช้ทุกช่องทางจนยากที่คนทั่วไปจะต่อต้าน ตรวจสอบได้

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้นอาจจะต้องทำใจกันอย่างเดียว ในเมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อภินิหารจัดการแทบจะทุกเรื่องกับฝ่ายต่างๆ ที่พยายามใช้วิธีการตามช่องทางและครรลองที่พึงกระทำได้ หากบ้านเมืองจะต้องเผชิญกับภาวะเลวร้ายจริง คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้นกระมัง จึงจะสามารถจัดการกับอภินิหารที่บรรดาเนติบริกรทั้งหลายช่วยกันแสดงฤทธิ์เดชในเวลานี้ได้

ดูจากอาการของท่านผู้นำและบริวารแวดล้อมในช่วงนี้ เทียบเคียงกับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์หรือแม้กระทั่งที่ถูกมองว่าจะเกิดการพลิกผันหลังเลือกตั้ง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นและสถานการณ์หลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ที่คาดหมายว่าเมื่อมีการปลดล็อกกันแล้วการเมืองน่าจะคึกคัก ร้อนแรง พอเห็นแนวทางเช่นนี้ เกรงว่าจะเป็นความคึกคักเฉพาะพวกที่ถูกตกเขียวเสียมากกว่า