เงินไหลออก

*ความหวังที่จะได้เห็นดัชนีขึ้นไปยืนเหนือ 1,800 จุดคงต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเสียแล้ว หลังตัวแปรหลายอย่างไม่เป็นใจให้นักเล่นกลุ่มสถาบันเข้ามาไล่ซื้อหุ้นเหมือนเมื่อก่อน ภาพของการลงทุนเลยกลับสู่ความอลเวงอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบั่นทอนกำลังใจของแมงเม่าลงไปในคราวเดียวกันแบบนี้ “โมนิก้า” ถือเป็นโมเมนตัมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีสำหรับการเล่นหุ้นในรอบนี้นะจ๊ะ


เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ความหวังที่จะได้เห็นดัชนีขึ้นไปยืนเหนือ 1,800 จุดคงต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเสียแล้ว หลังตัวแปรหลายอย่างไม่เป็นใจให้นักเล่นกลุ่มสถาบันเข้ามาไล่ซื้อหุ้นเหมือนเมื่อก่อน ภาพของการลงทุนเลยกลับสู่ความอลเวงอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบั่นทอนกำลังใจของแมงเม่าลงไปในคราวเดียวกันแบบนี้ “โมนิก้า” ถือเป็นโมเมนตัมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีสำหรับการเล่นหุ้นในรอบนี้นะจ๊ะ

*เนื่องจากปัจจัยเด่นๆ ที่ใช้เป็นตัวดึงดูดใจ ไม่มีอะไรชัดเจนเลยสักเรื่อง และในขณะเดียวกันก็ดันปรากฏข่าวเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยมากมาย “โมนิก้า” ถึงพยายามให้ผู้เล่นเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ดัชนีไหลลงมาปิดที่ 1,779.52 จุด ลบไป 8.68 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.50 หมื่นล้านบาท มันเกิดจากแหล่งลงทุนอื่นๆ ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการนำเงินมาซื้อหุ้น จึงเห็นเงินไหลออกจากตลาดหุ้นต่อเนื่องไงล่ะคะ

*โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด กับประเด็น Bond Yield พุ่งทะลุ 3% น่าจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กองทุนตัวแสบ กับฝรั่งตาน้ำข้าว รวมหัวกันสาดหุ้นออกมามากถึง 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการย้ำหัวหมุดให้รู้ว่า โอกาสที่ดัชนีจะเหินทะยานขึ้นไปแบบชิวๆ คงไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน จึงต้องทำใจยอมรับสภาพกันตั้งแต่เนิ่นๆ นะจะบอกให้

*ความน่าจะเป็นดังกล่าวถูกย้ำด้วยยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงเมื่อวานนี้ ฝรั่งตัวแสบมียอดขายออกมาแล้วทั้งสิ้น 7.42 หมื่นล้านบาท ส่วนกองทุนตัวแสบมียอดซื้อสะสมแค่ระดับ 2.84 หมื่นล้านบาท ขณะที่แมงเม่าซื้อเนื้อๆ เน้นๆ มากถึง 4.43 หมื่นล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นความน่ากลัวที่ซ่อนไว้ในฉากหลัง จึงอย่าได้ประมาทเรื่องการโยกเงินเป็นอันขาดเจ้าค่ะ

*เมื่อทุกอย่างไม่สวยงามเหมือนที่คาดหวัง “โมนิก้า” ถึงไม่แปลกใจที่นักเล่นสถาบันถล่มขายหุ้นปูนใหญ่ SCC ออกมาแบบไม่ปรานีปราศรัย เพราะเมื่อย้อนดูข้อมูลเก่าๆ ถูกปูด้วยความคาดหวังกำไรจะออกมาดี สุดท้ายกำไรไตรมาส 1 วูบ 29% เหมือนเป็นการบอกให้ชาวหุ้นรู้กึ๋นของหัวเรือใหญ่ “รุ่งโรจน์” มีมากน้อยขนาดไหน? วันนี้ถึงต้องเปลี่ยนโฟกัสไปที่ราคาหุ้นจะลงไปถึงไหน? แม้วานนี้จะยืนปิดที่ 474 บาท ลบไป 4 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.12 พันล้านบาท แต่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าหุ้นจะเด้งกลับขึ้นมาได้แบบนี้..ถอยก่อนดีกว่านะคะ

*คล้ายกับกับอาการที่เกิดขึ้นในหุ้น IRPC ทุกอย่างดูดีไปหมด ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่แรงเทขายยังไม่เบาบางลงเลย จนวานนี้หุ้นทรุดตัวลงมาอีก ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 7 บาท ลบไป 0.25 บาท หรือลงไป 3.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.42 พันล้านบาท พร้อมกับหลุดแนวรับสำคัญลงมาอย่างง่ายดาย น่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้ขาประจำรู้ว่า หุ้นมีโอกาสลงต่อสูง! วันนี้ถึงต้องลุ้นให้มีแรงซื้อเข้ามาดัน เพื่อทำให้ทรงของหุ้นไม่เสียไปกว่านี้นะจ๊ะ

*ส่วนที่เสียศูนย์ไปแล้วอย่าง KBANK น่าจะเป็นเหตุสุดวิสัยมากกว่าประเด็นอื่นๆ เพราะเมื่อดูจากผลงานที่ทำได้ บวกกับแนวทางการทำธุรกิจเชิงรุก “โมนิก้า” ถึงมองการอ่อนตัวลงมาปิดที่ 190 บาท ลบไป 4.50 บาท หรือลงไป 2.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.52 พันล้านบาท น่าจะเป็นการตอบสนองที่สวนทางกับความเป็นจริงไปหน่อย แต่ถ้ามองในมุมของเงินไหลออกเป็นพ้อยต์หลัก หุ้นยังมีโอกาสรูดลงอีกนะจะบอกให้

*เหมือนกับกรณีของ BANPU ถูกเทลงมาแบบไม่มีเยื่อใย จนหุ้นตกอยู่ในสภาพแกว่งตัวลงเต็มตัว “โมนิก้า” ย่อมมองเป็นความเสี่ยงที่แมงเม่าต้องหลบเข้าข้างทางให้ดีๆ เพราะการไหลลงมาปิดที่ 19.10 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 1.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 557 ล้านบาท มันเป็นจังหวะที่ทำให้รู้ว่า แรงเทขายยังไม่สะเด็ดน้ำสักที การเล่นหุ้นในช่วงทิศทางขาลงถึงมีความเสี่ยงเต็มประตูนะออเจ้า

*สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงที่หุ้นเป็นขาลง “โมนิก้า” ขอพุ่งเป้าไปยังหุ้น JMART เพื่อทำให้แมงเม่าได้รู้ถึงเรื่องราวของ “ยามรักน้ำต้มผักยังหวาน” มันเป็นอย่างไร? พอหมดเยื่อใยที่มีให้แก่กันปุ๊บ ก็ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่างนั้น เดี๊ยนถึงมองการอ่อนตัวลงมาปิดที่ 11.90 บาท ลบไป 0.40 บาท หรือลงไป 3.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 82 ล้านบาท มันเข้ากับตำราดังกล่าวเป๊ะๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หุ้นเพิ่งกระชากขึ้นแรง มาวันนี้หมดแรงไปซะแล้ว..มันคืออะไรเหรอ?

*อีกหนึ่งตัวที่น่ากลัวจนขนหัวลุก คงเป็นการสาดหุ้น STEC ออกมาอย่างหนักหน่วง จนหุ้นไหลลงมาปิดที่ 17.80 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 3.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 380 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทรุดตัวหลุดฐานเก่าที่ยืนทรงตัวมาเป็นเวลานาน “โมนิก้า” มองเป็นอาการไม่ค่อยดีของหุ้นที่หมดสตอรี่เรื่องปั้นกำไร จึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยประการทั้งปวง เพราะมันมองไม่เห็นโอกาสกลับมาทำกำไรแบบอู้ฟู่น่ะซี

*ส่วนรายที่หลุดฐานเก่าแล้วพยายามกลับมาให้ได้อย่างหุ้น CBG ยังเป็นของร้อนในสายตา “โมนิก้า” เหมือนเดิมทุกประการ เพราะการเด้งขึ้นมาปิดที่ 56.50 บาท บวกไป 1.25 บาท หรือขึ้นไป 2.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 250 ล้านบาท มันเป็นการไล่ราคาหุ้นบนค่า P/E 44 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไปสำหรับหุ้นกำไรไม่โต จริงหรือไม่จริง..ดูกันไปยาวๆ นะจะบอกให้

Back to top button