4 หุ้นกลุ่มยานยนต์น่าลงทุน

สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องด้วยยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น


เส้นทางนักลงทุน

สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องด้วยยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2561 การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 5.29% มีการส่งออกได้ 72,571 คัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นับว่าการส่งออกมีการเติบโตเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ซึ่งเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดเอเชีย และตลาดออสเตรเลีย ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 36,654.03 ล้านบาท ลดลง 3.96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 ระหว่าง (ม.ค.-เม.ย. 2561) ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 367,801 คัน เพิ่มขึ้น 4.13% จากระยะเวลาเดียวกันในปีก่อน มูลค่าการส่งออก 189,867.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14% จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน

ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 79,206 คัน เพิ่มขึ้น 25.2% จากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ยอดขายภายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ การจัดงานมอเตอร์โชว์เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดรถยนต์

สำหรับจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเมษายน 2561 มีทั้งสิ้น 134,779 คัน เพิ่มขึ้น 11.87% จากเดือนเมษายน 2560 จากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 12.08% และ 11.41% ตามลำดับ และผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศ เพิ่มขึ้น 28.21% และ 2.41% ตามลำดับ แต่ลดลง 30.97% จากเดือน มี.ค. 2561 เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันทำงานน้อยกว่า

ทั้งนี้ จากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ประกอบกับยอดส่งออกรถยนต์ดีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ถือเป็นผลบวกต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหุ้นที่คาดว่าได้รับประโยชน์ ได้แก่ AH, STANLY, NYT และ PCSGH เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้ว่าจะได้รับประโยชน์จากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ทางนักวิเคราะห์ก็ยังมีคำแนะนำ “ซื้อ”

บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ทาง บล.บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45.50 บาท คาดกำไรจะเติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อนอย่างต่อเนื่องทั้งปี 2561 ซึ่งได้แรงหนุนจากการขยายตัวของยอดขายและอัตรากำไร นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการในระยะยาวจากการขยายฐานลูกค้าและกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในโครงการร่วมทุนกับ  SGAH

บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY ทาง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 300 บาท มองแนวโน้มผลประกอบการปี 2561/2562 (เม.ย. 2561-มี.ค. 2562) คาดจะเติบโตต่อเนื่อง หลังจากที่ผลประกอบการปี 2560/2561 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่  โดย STANLY จะเติบโตดีกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ จากที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น และมูลค่าของไฟหน้า-ไฟท้ายสูงขึ้นจากที่มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น   STANLY ยังได้รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่เป็น Global Model ทำให้กำลังการขยายโรงงานจะเริ่มผลิตในต้นปี 2562  STANLY มีเงินสดในมือและเงินลงทุนระยะสั้นสูงถึง 6.2 พันล้านบาท

บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) หรือ NYT ทาง บล.เออีซี แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.60 บาท คาดปี 2561 จะมีกำไรสุทธิ 396 ล้านบาท เติบโต 1.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ด้วยแรงหนุนจาก 1) ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ส่งผลให้ความมั่งคั่งของลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางดีขึ้น หนุนให้ออเดอร์ส่งออกรถยนต์จากไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ 2) การปรับเพิ่มค่าเช่าที่จอดรถและคลังสินค้าในพื้นที่รอบท่าเรือแหลมฉบัง ด้วยนโยบายปรับเพิ่มค่าเช่า 10% ทุก ๆ 3 ปี

บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PCSGH ทาง บล.บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท ประเมินว่าการเติบโตของยอดขายปี 2561 ที่ 11% นั้นน่าจะบรรลุได้ไม่ยาก โดยยอดขายไตรมาส 1/2561 เติบโต 16% จากงวดเดียวกันของปีก่อน  และคาดว่าการเติบโตจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี หนุนโดยทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่กลับมาฟื้นตัว ในระยะยาว การเติบโตของยอดขายจะถูกหนุนโดยคำสั่งซื้อจากผู้ผลิตรถยนต์ EV และฐานลูกค้าใหม่จากการเข้าซื้อสินทรัพย์ Kpper Gruppe

ด้วยปัจจัยบวกเข้ามาหนุน จึงเชื่อว่าราคาหุ้นบนกระดานของทั้ง 4 ตัวจะกลับมาโลดแล่นไปในทิศทางขาขึ้นได้ในช่วงระยะต่อไป

Back to top button