SET ไม่ฟื้น! ปิดเย็นดิ่ง 39 จุด แพนิกภาวะตลาดโลก ฟากดาวน์ฟิวเจอส์รูดหนักกว่า 200 จุด

SET ไม่ฟื้น! ปิดเย็นดิ่ง 39 จุด แพนิกภาวะตลาดโลก ฟากดาวน์ฟิวเจอส์รูดหนักกว่า 200 จุด โดยดัชนีปิดตลาดวันนี้ ที่ระดับ 1,682.89 จุด ลบ 38.93 จุด หรือ 2.26% มูลค่าการซื้อขาย 8.2 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีปิดตลาดวันนี้ ที่ระดับ 1,682.89 จุด ลบ 38.93 จุด หรือ 2.26% มูลค่าการซื้อขาย 8.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ (Dow Jones) ปิดวานนี้ (10 ต.ค.) ที่ระดับ 25,598.74 จุด ดิ่งลง 831.83 จุด หรือ 3.15% ส่วนดัชนีดาวน์โจนส์ล่วงหน้า (Dow Jones Futures) ณ เวลา 17.42 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 25,247.00 จุด ปรับตัวลดลง 246 จุด หรือ 0.96%

10 หุ้นกดดัชนีวันนี้

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชียพลัส เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงหนักจากปัจจัยนอกประเทศ สืบเนื่องจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว ส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐฯที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงตามไปด้วย ขณะเดียวกันนักลงทุนเกิดความกังวลจากปัจจัยดังกล่าว จึงย้ายการลงทุนไปที่พันธบัตรสหรัฐฯซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ด้านดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างหนักเมื่อช่วงเช้าตามเวลาของประเทศไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปจากสภาพคล่องส่วนเกิน เมื่อปรับระดับลงมา จึงดิ่งลงมาอย่างแรง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเมื่อวิเคราะห์ตามปัจจัยพื้นฐานแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จึงเชื่อว่าการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในวันนี้ เพื่อปรับตามภาวะตลาดโลกเท่านั้น

สำหรับแนวโน้มในวันพรุ่งนี้(12 ต.ค.61) นายเทิดศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ยังมีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงอีกตามตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ปรับตัวลง ซึ่งเป็น Sentiment เชิงลบตลาดในภูมิภาคเอเชียรวมไปถึงไทย ส่วนการซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ แนะนำให้ซื้อลงทุนในระยะยาวจะเหมาะสมกว่า พร้อมกับแนะนำให้ลงทุนในหุ้นในหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มไอซีที ได้แก่ ADVANC และ DTAC กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KBANK และ BBL และกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยให้แนวรับอยู่ที่ระดับ 1,650-1,680 จุด แนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด

ขณะเดียวกัน นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ปรับฐานตามตลาดโลก ขณะเดียวกันดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลงกว่า 800 จุด จากการที่นักลงทุนขายทำกำไรในกลุ่มของสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มเทคโนโลยี ประกอบกับตัวเลข Bond Yield ที่สูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดรับรู้มาก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายกรภัทร มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย จากเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น ขณะที่ Bond Yield เริ่มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง อาจเป็นสัญญาณในการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย

ส่วนแนวโน้มในวันพรุ่งนี้ คาดว่าตลาดมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น โดยแนะนำให้จับตาแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมไปถึงการประชุมของธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หากมีการปรับดอกเบี้ยขึ้น อาจทำให้มี Fund Flow ไหลกลับเข้ามาในประเทศ ประกอบกับการประชุมคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการอนุมัติแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเน้นลงทุนในลักษณะ Domestic Play พร้อมกับแนะนำหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ ROBINS, CPALL, STEC, AMATA, TMB และ GUNKUL พร้อมกับให้แนวรับอยู่ที่ระดับ 1,664-1,673 แนวต้านอยู่ที่ 1,700-1,713

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดันแรก ได้แก่

PTT<XD> มูลค่าการซื้อขาย 8,280 ล้านบาท ปิดที่ 51.00 บาท ลดลง 3 บาท

CPALL มูลค่าการซื้อขาย 3,910.76 ล้านบาท ปิดที่ 67.25 บาท ลดลง 1.75 บาท

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 3,345.20 ล้านบาท ปิดที่ 146 บาท ลดลง 6 บาท

PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 2,938.90 ล้านบาท ปิดที่ 77 บาท ลดลง 2.50 บาท

IVL มูลค่าการซื้อขาย 2,783 ล้านบาท ปิดที่ 57 บาท ลดลง 1.50 บาท

ตลาดหุ้นต่างประเทศ

คำค้น