
“True Money-Bitkub” ดัน Programmable Payment เชื่อมเงินบาทสู่โลกบล็อกเชน
True Money และ Bitkub ร่วมเวที “Thailand Digital Asset Leadership Forum: Road to SEABW 2026” แลกเปลี่ยนมุมมองอนาคต Stablecoins และ Programmable Payments ผ่าน Sandbox ธปท. ชี้เป็นกลไกสำคัญเชื่อมระบบการเงินดั้งเดิมกับบล็อกเชน หนุนเงินบาทสู่รูปแบบดิจิทัล และต่อยอดระบบชำระเงินยุคใหม่ของไทยอย่างปลอดภัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 งาน “Thailand Digital Asset Leadership Forum: Road to SEABW 2026” ได้เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน นักลงทุน ตลอดจนผู้นำภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และชี้ทิศทางอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ก่อนก้าวสู่มหกรรมระดับภูมิภาค Southeast Asia Blockchain Week 2026
ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “อนาคต Stablecoins และการชำระเงินรูปแบบใหม่ หรือ Programmable Payments: กรณีศึกษาจาก Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นที เทพโภชน์ Founder Block Mountain และ OM PLATFORM, นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร Group Head of Wallet and Growth, True Money และ นายภาสกร ปานนอก CEO และ Co-founder Bitkub Blockchain Technology เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของประเทศไทย
ทั้งนี้ ประเด็น Stablecoins และ Programmable Payments กำลังถูกจับตาในฐานะเครื่องมือสำคัญของระบบชำระเงินยุคใหม่ ที่อาจเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรม ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และต่อยอดการให้บริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะต่อไป
จากการเสวนาของผู้พัฒนาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ Sandbox พบว่า หนึ่งในปัญหาหลักของระบบการเงินปัจจุบัน คือ ความไม่เชื่อมต่อกัน ระหว่างระบบธนาคารแบบดั้งเดิมและโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินหรือมูลค่าระหว่างสองระบบยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านความเร็ว ต้นทุน และความสะดวกในการใช้งาน
ดังนั้น โครงการ Stablecoin ภายใต้ Sandbox จึงมุ่งพัฒนา “สะพานเชื่อม” ระหว่างโลก Fiat และ Blockchain ผ่านการออกโทเคนดิจิทัลที่มีสินทรัพย์หนุนหลังแบบ 1:1 ซึ่งหมายความว่า Stablecoin ทุกหน่วยจะต้องมีเงินสำรองรองรับเต็มจำนวนในระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามูลค่าของโทเคนมีเสถียรภาพ และสามารถแลกกลับเป็นเงิน Fiat ได้ตลอดเวลา
สำหรับแนวทางของประเทศไทย จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพและการควบคุมความเสี่ยง มากกว่าการผลักดันนวัตกรรมแบบไร้ขอบเขต โดยผู้พัฒนาโครงการต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า ระบบไม่มีการใช้ Leverage หรือโครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อน ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ หรือ Systemic Risk สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือ Traceability ได้แบบเรียลไทม์ และมีมาตรการป้องกันธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือมีความเสี่ยงสูง
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากโลก Decentralized Finance หรือ DeFi ที่เน้นความเปิดกว้างและการทดลองอย่างรวดเร็ว ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยเลือกใช้โมเดล “ทดลองภายใต้การควบคุม” เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนขยายไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งแกนสำคัญของการพัฒนา คือ Programmable Payments หรือระบบชำระเงินที่สามารถตั้งเงื่อนไขได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสามารถให้เงินสามารถ “ทำงานตามเงื่อนไข” ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การโอนเงินอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กำหนด การตั้งกฎการจ่ายเงินแบบ Conditional Payments การออกคูปองดิจิทัลหรือโทเคนที่ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข รวมถึงการชำระเงินระหว่างธุรกิจแบบอัตโนมัติ หรือ Automated Settlement
เทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส และลดความจำเป็นของตัวกลางในหลายกรณี โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีธุรกรรมซ้ำจำนวนมาก หรือมีเงื่อนไขการจ่ายเงินที่ต้องอาศัยการตรวจสอบหลายขั้นตอน
นอกจากนี้ หนึ่งใน Use Case ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด คือ การโอนเงินข้ามประเทศ หรือ Cross-border Payments โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุนจำนวนมาก โดยผู้ใช้อาจสามารถแปลงเงินบาทเป็น Stablecoin โอนผ่านเครือข่ายบล็อกเชน และแลกกลับเป็นสกุลเงินปลายทาง เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือริงกิตมาเลเซีย ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
หากโมเดลดังกล่าวพัฒนาได้สำเร็จ อาจกลายเป็น ทางเลือกใหม่ของระบบโอนเงินระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจที่มีธุรกรรมข้ามประเทศเป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการผลักดัน Web3 และ Stablecoin ไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้ หรือ User Experience เนื่องจากในอดีต การเข้าถึง Web3 จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิค เช่น การใช้ Wallet ภายนอก การจัดการ Seed Phrase หรือ Private Key ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อผู้ใช้งานทั่วไป
ปัจจุบัน โครงการใน Sandbox เริ่มพัฒนา Embedded Web3 Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ถูกฝังอยู่ในแอปพลิเคชันโดยตรง ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างกระเป๋าเงินได้ทันที ไม่จำเป็นต้องจดจำ Seed Phrase และยังสามารถควบคุมสินทรัพย์ของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้การใช้งาน “ไม่แตกต่างจาก Mobile Banking” เพื่อผลักดันการใช้งานในวงกว้าง หรือ Mass Adoption
สำหรับบทบาทของ Sandbox ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ด่านคัดกรอง” โดยโครงการที่เข้าร่วมต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่การทดสอบระบบในวงจำกัด การพิสูจน์ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการประเมินผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวม ก่อนที่โครงการจะสามารถขยับไปสู่เฟสถัดไป หรือขยายการใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้
ในระยะยาว ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมองว่า Stablecoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “สินทรัพย์ดิจิทัล” รูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่มีโอกาสยกระดับขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการชำระเงินยุคใหม่ ที่รองรับทั้งการชำระเงินในชีวิตประจำวัน ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมต่อทางการเงินระดับภูมิภาค
ด้านนายอภินันท์ ดาบเพ็ชร Group Head of Wallet and Growth, True Money กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินทรัพย์จำนวนมากที่อยู่บนบล็อกเชน หรืออยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า Real World Asset (RWA) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้เกิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงสินทรัพย์และบริการทางการเงินรูปแบบดิจิทัล
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างเส้นทางให้ผู้ใช้งานสามารถนำเงินบาทจากบัญชีธนาคาร หรือเงินของตนเองเข้าสู่ระบบบล็อกเชนได้โดยตรง เพื่อใช้ซื้อหรือเข้าถึงสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่อยู่บนบล็อกเชนได้อย่างสะดวกมากขึ้น
นายอภินันท์ กล่าวว่าอีกว่า ปัจจุบันการเข้าสู่สินทรัพย์บนบล็อกเชนยังต้องพึ่งพาโทเคนหรือ Stablecoin จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ ผู้ใช้งานต้องแปลงเงินบาทเป็นเหรียญต่างชาติ ก่อนนำไปใช้ซื้อสินทรัพย์บนบล็อกเชน ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดในการเข้าร่วมโปรแกรมด้าน Payment เพื่อพัฒนาโทเคนที่อ้างอิงกับเงินบาท โดยมูลค่าของโทเคนดังกล่าวจะเคลื่อนไหวตามมูลค่าของเงินบาท
แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินบาทในรูปแบบโทเคน และนำไปใช้งานบนบล็อกเชนได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น โดยถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่กำลังเติบโตบนเทคโนโลยีบล็อกเชน
สำหรับกระแสตอบรับจากผู้ใช้งาน ภายหลังมีการประกาศแนวคิดเกี่ยวกับการนำเงินบาทมาใช้งานในรูปแบบดังกล่าว พบว่าได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยโพสต์ที่เกี่ยวข้องมียอดกดถูกใจและยอดแชร์ในระดับหลักพันครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานชาวไทยในวงกว้าง
นายภาสกร ปานนอก CEO และ Co-founder Bitkub Blockchain Technology กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการ Programmable Money อยู่ในช่วง Sandbox หรือการทดสอบร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินโครงการมาแล้วประมาณ 1 ปี โดย Bitkub เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เฟสแรก
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการทดสอบ คือการพิจารณาว่า Programmable Money หรือเหรียญที่อ้างอิงมูลค่าเงินบาท จะสามารถนำไปใช้ในรูปแบบธุรกิจใดได้บ้าง และสามารถสร้างประโยชน์เชิงการใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างไร
สำหรับการทดสอบในช่วงที่ผ่านมา Bitkub ได้นำ Programmable Money ไปใช้ในหลายกรณีศึกษา เช่น การนำไปใช้จ่ายในร้านค้า อาทิ Villa Market รวมถึงการใช้งานภายในระบบนิเวศของ Bitkub เช่น การซื้อสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้แพลตฟอร์มของ Bitkub
นอกจากนี้ Bitkub ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง JFIN Chain เพื่อทดสอบกรณีการโอนสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปแบบ Stablecoin ข้ามไปยังเครือข่าย JFIN Chain โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ความสามารถในการคงมูลค่าของสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ และสร้างความมั่นใจต่อการใช้งานจริงในอนาคต
นายภาสกร กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถขยายหรือเสนอกรณีการใช้งานใหม่เพิ่มเติมได้ในระยะต่อไป โดย Bitkub อยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท. เพื่อนำเสนอ Use Case ใหม่ ๆ เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องกรอบขอใบอนุญาต หรือการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ยังต้องรอความชัดเจนจาก ธปท. ว่าจะกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างไร รวมถึงจะประเมินความเสี่ยงและปิดช่องว่างทางกฎหมายในประเด็นใดเพิ่มเติม
สำหรับมุมมองด้านตลาด ผู้บริหาร Bitkub กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้งานที่น่าสนใจในอนาคตอาจไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้งานไทยเท่านั้น แต่รวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากระบบชำระเงินของไทยมีความแข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้าน Payment และระบบ e-Money ที่มีความพร้อมสูง
อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินบาทโดยตรง ดังนั้น เหรียญที่อ้างอิงเงินบาท หรือ THB Stablecoin จึงอาจเข้ามาช่วยปิดช่องว่างดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ถือ Stablecoin สกุลอื่น เช่น USDT ซึ่งสามารถแปลงเป็น THB Stablecoin ได้ง่ายขึ้น เพื่อนำมาใช้จ่ายในประเทศไทย
ทั้งนี้ Bitkub ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ Crypto Exchange มองว่า THB Stablecoin จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น พร้อมต่อยอดการใช้งานด้านการชำระเงิน และการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
โดยภาพรวม เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าศึกษาและทดสอบการนำ Stablecoin และ Programmable Payments มาใช้จริงผ่านกรอบ Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว

