
SPVI โชว์กำไรไตรมาส 1 พุ่ง 182% แตะ 54 ลบ. รับยอดขาย iPhone 17-คุมต้นทุนเด่น
SPVI โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 สุดแกร่ง กำไรสุทธิ 54 ล้านบาท พุ่งกระฉูด 182% รับอานิสงส์ยอดขายหน้าร้านและออนไลน์โตเด่น โดยเฉพาะ iPhone 17 ผสานการบริหารต้นทุนเยี่ยม หนุนอัตรากำไรขั้นต้นทะยาน
บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 54.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.00 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 182.01 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตรากำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 1.02 เป็นร้อยละ 2.67 ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการผลักดันยอดขายควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับรายได้จากการขายและการบริการในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 SPVI มีรายได้รวม 2,015.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140.76 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.51 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายผ่านทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับผู้จัดจำหน่าย รวมถึงการมีช่องทางการชำระเงินและผ่อนชำระสินค้าที่หลากหลาย ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น โดยกลุ่มสินค้า iPhone ยังคงได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ iPhone 17
ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีจำนวน 226.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.16 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.57 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเติบโตสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.76 มาอยู่ที่ร้อยละ 11.22 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนลดต้นทุนจากผู้จัดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีจำนวน 171.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.91 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ ตามการเติบโตของยอดขายทั้งช่องทางหน้าร้านและออนไลน์ อย่างไรก็ตาม SPVI สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายคงที่ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรในระหว่างงวด รวมถึงการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมลดลงจากร้อยละ 8.99 เหลือร้อยละ 8.45
