ใกล้ยลโฉมรัฐบาล

น่าชื่นชมยินดียิ่งนัก ที่ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษ เข้าชิงชนะเลิศกันเองในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก นั่นคือลิเวอร์พูล vs ทอตนั่ม ฮอตสเปอร์

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

น่าชื่นชมยินดียิ่งนัก ที่ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษ เข้าชิงชนะเลิศกันเองในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก นั่นคือลิเวอร์พูล vs ทอตนั่ม ฮอตสเปอร์

ทั้งสเปอร์และลิเวอร์พูลเหมือน “โกงความตาย” เข้ามาภายหลังเลกแรกของรอบรองชนะเลิศ โดยลิเวอร์พูลบุกไปแพ้บาร์เซโลน่า 0:3 และสเปอร์ก็แพ้ในบ้านมา 0:1

ลิเวอร์พูล แม้จะกลับมาเตะในบ้าน แต่ต้องเอาชนะเกิน 3 ลูกขึ้นไป หากชนะแค่ 3 ลูกก็ต้องไม่ให้บาร์ซ่ามีประตูได้สักประตูเดียว ตามกฎ “อเวย์ โกลด์” ส่วนสเปอร์ก็เป็นงานยากไม่น้อย เพราะต้องออกไปเยือนอาแจ๊กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ซึ่งต้องเอาชนะเจ้าบ้านให้ได้

สุดท้าย หงส์แดงก็เปิดรังถล่มบาร์ซ่าซะ 4:0  ไก่เดือยทองบุกไปอัดไอแอกซ์ 3:2 กลายเป็น “บริติช แอฟแฟร์” ชิงแชมป์กันเอง และก็ขอให้ดูถ้วยยูโรป้า ลีก อันเป็นถ้วยรองต่อไปเถอะ อาจจะได้เห็นเชลซีชิงกับอาร์เซนัลซ้ำรอยให้เป็นปีทองวงการฟุตบอลอังกฤษก็เป็นไปได้

“แฟร์เพลย์” เป็นกฎกติกาที่ค่อนข้างยุติธรรมแน่นอนครับ สำหรับเกมฟุตบอลระดับนี้  ส่วนการเมืองไทย ตอนนี้ก็เดินทางมาใกล้จะถึงบทสุดท้าย คือการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เพราะได้ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการรับรองส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อกันมาแล้ว ที่เหลือคือการเจรจาหาพวกมาจัดตั้งรัฐบาล

เส้นทางที่เดินกันมา จะประทับใจหรือคลื่นเหียนอาเจียนกันแค่ไหน อาทิ บัตรเขย่ง บัตรงอกเกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ หรือบัตร “สุนัขเมิน” จากนิวซีแลนด์ มันก็เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย รอดูว่าขั้วใดจะได้จัดตั้งรัฐบาลแล้วล่ะครับ

ตอนแรกขั้วต่อต้านการสืบทอดอำนาจดูจะ “เหนือกว่า” เพราะหากคิดตามสูตรมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่ยึดหลักเกณฑ์จำนวนส.ส.อันพึงมีได้โดยเคร่งครัด เสียงสนับสนุนจะขึ้นไปถึง 265 คน

แต่ภายหลังคณะกรรมการเดลือกตั้ง(กกต.)ไปคิดสูตรม.128 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. และเสริมด้วยคำอธิบายของกรรมาธิการร่างกฎหมาย (กรธ.) โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเกิดการเอาคะแนนพรรคใหญ่ไปเทให้กับพรรคเล็ก  โดยไม่ติด “ข้อห้าม” เรื่องเอาเก้าอี้ส.ส.ไปมอบให้กับพรรคเล็กที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์จำนวนส.ส.อันพึงมี (7.1 หมื่นคะแนน)

ก็เลยมีพรรคเล็ก 11 พรรค ที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์จำนวนส.ส.อันพึงมี ตั้งแต่ 3.5-6.9 หมื่นคะแนน ได้รับแจกเก้าอี้ส.ส.พรรคละ 1 ที่นั่ง คะแนนตามหน้าเสื่อก็พลิกมาทางขั้วสืบทอดอำนาจในระดับ 254-255 เสียง

จำนวนเสียงส.ส.ขั้วพลังประชารัฐกับเพื่อไทย-อนาคตใหม่ ก็ยันกันอยู่ระหว่าง 245:253-254 นี่แหละ นี่ขนาดคิดประชาธิปัตย์มาทั้งพรรค 52 คนแล้วน่ะ ถ้าได้เข้ามาไม่เต็มพรรคเช่นมาแค่ 37 อย่างนี้พปชร.จะหายไปอีก 15 เลย ที่หน้าเสื่อดูเหนือกว่าก็อาจจะตกเป็นรองไป

อันที่จริงกกต.ตอนนี้ ก็ดูจะเป็น “หน่วยกล้าตาย” ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยมาแค่พ.ร.ป.ฯ128 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ซึ่งมันก็จริง และศาลฯท่านก็ไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงวิธีคำนวณนับคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อเลย

ขนาดมาตรา 128(5) ที่กกต.อ้าง ก็ยังมีบทบัญญัติให้นำจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีส.ส.แบ่งเขตต่ำกว่าจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมี “แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองดังกล่าว มีส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้”

ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) ก็ระบุเรื่องข้อต้องห้ามของพรรคที่ต่ำเกณฑ์จำนวนส.ส.อันพึงมี ล้อกันไปเช่นนั้น ไม่มีข้อความใดจะขัดหรือแย้งกันเลย

แต่กกต.ดันไปคว้าเอาความคิดกรธ.มาตีความปนเป ทั้งที่ตัวร่างกรธ.มันก็แค่ตัวร่าง ไม่มีสถานะทางกฎหมาย เมื่อมีรัฐธรรมนูญใช้แล้วก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ ยิ่งมาจินตนาการเรื่อง “คะแนนทุกเสียงไม่ตกน้ำ” นี่ก็ยิ่งเลอะเทอะกันเข้าไปใหญ่

แต่ก็เอาล่ะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ในเมื่อได้เห็นการแถในเรื่องต่าง ๆ กันมาเกือบจะทุกรูปแบบ และยิ่งนับวันยิ่งจะเป็น “อย่างหนา ตราช้าง” มากขึ้นไปทุกที  คะแนนของแต่ละฝ่ายก็แบออกมาเบื้องหน้ากันหมดแล้ว จึงสมควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้บ้านมืองจะได้เดินหน้าต่อไปได้เสียที

รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำอย่างไร ก็ดูจะเป็นเรื่องสมัครใจจะไปตายเอาดาบหน้ากันอยู่แล้ว กอปรกับความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในการ “ล่างูเห่า” ก็จงเร่งจัดตั้งรัฐบาลกันต่อไปเถอะ

เรื่องกกต.จะโดนรุมสกรัมข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 157 ก็จงปล่อยเขาไปสู้คดีเถอะ เพราะกล้าซะขนาดนี้ อย่าได้มาเป็นปัจจัยถ่วงรั้งการจัดตั้งรัฐบาลเลย