เปิด 2 หุ้นโรงกลั่นตัวท็อปเด้งรับผลดีค่าการกลั่นพุ่ง-ราคาน้ำมันดิบฟื้น

เปิด 2 หุ้นโรงกลั่นตัวท็อปเด้งรับผลดีค่าการกลั่นพุ่ง-ราคาน้ำมันดิบฟื้น

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น โดยมองว่ากลุ่มโรงกลั่นได้ Sentiment บวกจากข่าวโรงกลั่นในสหรัฐระเบิด ซึ่งส่งผลให้อุปทานโรงกลั่นน้อยลง ส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวต่อเนื่องช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบ

โดย บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีรายงานว่าโรงกลั่นน้ำมันดิบในเมืองฟิลาเดลเฟียของสหรัฐกำลังการกลั่นรวม 335,000 ต่อวันเกิดเหตุระเบิดและมีเพลิงไหม้อย่างรุนแรงทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่าโรงกลั่นแห่งนี้จะต้องหยุดซ่อมบำรุงเป็นเวลานานกดดันให้ Supply น้ำมันสำเร็จรูปลดลงแต่จะหนุนให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นบวกต่อทิศทางของค่าการกลั่น

นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง, ค่าเงิน US ที่อ่อนค่า ยังช่วยให้ความเสี่ยงที่โรงกลั่นจะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบลดลงตามไปด้วย (ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ Dubai ปิดที่ 63.14$/bbl เทียบกับ ราคาปิด ณ สิ้น ไตรมาส 1/62 ที่ระดับ 67.6$/bbl Top pick : TOP, SPRC

ทั้งนี้ บริษัท เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาเป้าหมาย 83 บาท/หุ้น  โดยเชื่อว่า Fed Policy ที่ดูผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยทำให้ราคาสินค้าอย่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวดีขึ้น และด้วย Valuation ที่น่าสดใจลงทุน ณ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขาย P/BV อยู่เพียงระดับ 0.9 เท่า เท่านั้น นับว่าเป็นระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 15 ปี เทียบได้กับช่วงที่เกิดวิกฤตในปี 2555 (European debt crisis) ทำให้ Downside Risk ค่อนข้างจำกัด ยังคงแนะนำให้ซื้อ TOP ราคาเป้าหมาย 83 บาท อิง EV/EBITDA ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 7 เท่าโดยราคาหุ้นได้สะท้อนค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับต่ำแล้ว และเราเชื่อว่าค่าการกลั่นจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 62 เนื่องจากความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก IMO

ด้าน บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 13.30 บาท/หุ้น โดยรายงานกำไรสุทธิที่ 1,690 ล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดไว้ลดลง 34% จากปีก่อน ,พลิกจากขาดทุนในไตรมาส 4/61 โดยไตรมาสนี้มีกำไรจาก Stock น้ำมันราว 2,200 ล้านบาท และมี Fx Gain 328 ล้านบาท ดังนั้นแล้วจากการดำเนินงานปกติยังเป็นขาดทุนประมาณ 900 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/62 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนได้จากค่าการกลั่นของน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวดีขึ้นจาก ไตรมาส 1/62 และครึ่งปีหลังของปี 62 โดยยังเชื่อว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปี 62 ได้จาก IMO ดังนั้นยังคงประมาณการกำไรปกติ (ไม่รวมผลของ Stock gain/loss) ที่ 2,437 ล้านบาท โดยจึงคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 13.30 บาท อิง EV/EBITDA ที่ 5.5 เท่า ทั้งนี้ระยะสั้นอาจจะได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้งซึ่งอาจจะทำให้หุ้น Underperform

ด้าน นายวิชัย ชุณหสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินและการคลัง บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) กล่าวว่า บริษัทฯ คาดค่าการกลั่น (GRM) ในไตรมาส 2/62 น่าจะดีขึ้น หลังเข้าสู่ฤดูกาลที่หลายโรงกลั่นในต่างประเทศปิดซ่อมบำรุง ส่งผลดีต่อส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซิน จากไตรมาส 1/62 ส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล และส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน ยังคงอยู่ระดับที่ดี เมื่อเทียบกับส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน

ทั้งนี้ มองผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรต้องใช้น้ำมันเตาที่มีค่ากำมะถันต่ำไม่เกินกว่า 0.5% จาก 3.5% ในปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 นั้นน่าจะส่งผลบวกต่อค่าการกลั่นดีขึ้นในครึ่งหลังปีนี้ เนื่องจากคาดว่าจะมีความต้องการน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันเตาเพื่อลดค่ากำมะถันลง

โดยบริษัทยังคงเป้าหมายค่าการกลั่นในปีนี้ไว้ที่ 5-7 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยมีปัจจัยบวกมาจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยกดดัน คือข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งน่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

ขณะที่ความคืบหน้าสำหรับการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ตามโครงการเพิ่มกำลังการผลิตของหน่วยการกลั่นน้ำมันดิบ (CDU) และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพต่าง ๆ ยังคงดำเนินการได้ตามแผน โดยในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.62 บริษัทจะปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ และยังมีโครงการเพิ่มกำลังการผลิตในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และหน่วยผลิตปลายน้ำอื่น ๆ จาก 165,000 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 175,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ทันทีหลังจากเสร็จสิ้น โดยวางงบลงทุนรวมดังกล่าวไว้ที่ 256 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นอกจากนี้บริษัทยังคงมองโอกาสในการขยายธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจรีเทล ซึ่งถือว่ายังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ