กลุ่มโรงกลั่นแจงชัด “ค่าการกลั่นสูง” ไม่ใช่กำไรจริง ชี้แบกต้นทุน 3–6 บาท/ลิตร

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ชี้แจง 4 ประเด็นกรณี “ค่าการกลั่นสูง” ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เนื่องจากยังมีต้นทุนสำคัญที่ต้องแบกรับ อาทิ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และประกันภัย ซึ่งปรับเพิ่มราว 3–6 บาทต่อลิตร พร้อมย้ำระบบราคาน้ำมันไทยอิงตลาดโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงประเด็น “ค่าการกลั่นสูง” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่น ดังนี้

  1. ค่าการกลั่น (Market GRM) ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ

ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมัน และกำไร/(ขาดทุน) การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

  1. การดำเนินธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรี (Market Price)

ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้ง 2 ด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก

ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1–2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด

  1. การยืนหยัดเดินเครื่องผลิตเพื่อความมั่นคง แม้ในช่วงวัฏจักรค่าการกลั่นต่ำ

ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือบางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งาน และไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ

  1. บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เวลา 10.00 น. วันนี้ (13 มี.ค.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) จะประชุมหารือกับผู้บริหารกรณีราคาค่ากลั่นที่จะเพิ่มจาก 2 บาทขึ้นไป 6 บาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“พิพัฒน์” ถกปมค่าการกลั่นพุ่ง 13 มี.ค. 69

Back to top button