
“เอเซีย พลัส” ห่วงกลุ่มโรงกลั่น! รับแรงกดดันรัฐจ่อคุม “ค่าการกลั่น-เก็บภาษีลาภลอย”
“บล.เอเซีย พลัส” เผยกระทรวงพลังงานจ่อขอความร่วมมือโรงกลั่นส่งกำไรเข้ากองทุนน้ำมัน พร้อมเล็งปรับสูตรค่าการกลั่นและเก็บภาษีลาภลอย ชี้เป็นปัจจัยลบกดดันหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและ PTT จนกว่าจะชัดเจน
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์วันนี้ (7 เม.ย.69) ถึงประเด็นที่กระทรวงพลังงานเตรียมขอความร่วมมือจากกลุ่มโรงกลั่นให้นำส่งกำไรจากการกลั่นในช่วงวิกฤตเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางที่จะเดินหน้าทบทวนการปรับสูตรค่าการกลั่น หลังจากพบว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงการพิจารณาประเด็นการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการศึกษาและนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 เมษายน 2569
โดยมีมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า การขอความร่วมมือจากกลุ่มโรงกลั่นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการขอรับบริจาค ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ยกตัวอย่างเช่นในปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กลุ่มโรงกลั่นได้ให้ความช่วยเหลือในการลดราคาน้ำมันดีเซลให้กับกลุ่มขนส่งเป็นระยะเวลา 6 เดือน
ทั้งนี้ ในอดีตมีเฉพาะโรงกลั่นสัญชาติไทยที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR (ปัจจุบันคือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ซึ่งในส่วนของ TOP ได้บริจาคเงินรวมราว 920 ล้านบาท
ขณะที่โรงกลั่นต่างชาติในขณะนั้นอย่าง บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ หรืออีกกรณีคือการที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้บริจาคเงินช่วยเหลือรัฐบาลในช่วงวิกฤตพลังงานปลายปี 2565 รวม 3,000 ล้านบาท โดยบันทึกในงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2566
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะดำเนินการถึงขั้นปรับสูตรโครงสร้างโรงกลั่นใหม่ ฝ่ายวิจัยคาดว่าประเด็นนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากหากพิจารณาย้อนหลังไปในอดีต ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงสูตรโครงสร้างโรงกลั่นได้สำเร็จ เนื่องจากทางโรงกลั่นมักจะชี้แจงว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักการประกอบธุรกิจตามปกติ หากภาครัฐเข้ามาเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์หรือบังคับใช้ จะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงธุรกิจ
นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีผู้ถือหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการดำเนินงาน อีกทั้งหากมีการแทรกแซงจากภาครัฐ อาจส่งผลให้โรงกลั่นเลือกที่จะไม่เดินเครื่องจักรเต็มกำลังการผลิต หรือหันไปส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้นแทน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าประเด็นข่าวดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเชิงลบ (Sentiment เชิงลบ) ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและ PTT จนกว่าจะมีความชัดเจนทางนโยบาย แม้ว่าท้ายที่สุดผลลัพธ์อาจจบลงที่การบริจาคเงิน ซึ่งผลกระทบต่อตัวเลขกำไรและงบการเงินอาจจะไม่มีนัยสำคัญดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่การที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงนั้นย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทจดทะเบียน

