คัด 15 “หุ้นแกร่งชนะตลาด“ เน้นธีมปลดล็อกสงครามการค้า จับตาราคากระฉูดรับเจรจาชื่นมื่น

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือการค้าชื่นมื่น ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นวิ่งขึ้นต่อเนื่อง มองปีนี้ดัชนีมีโอกาสวิ่งไปถึง 1,850 จุด ขณะที่ในงานสัมมนาของ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” นักวิเคราะห์แนะหุ้นน่าลงทุนนำโดย PTTEP WORK THANI MTC KTC MINT และ JMT

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562 หนังสือพิมพ์รายวัน “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์ mai จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “หุ้นสุดแกร่ง ผลงานสุดแจ่ม” และ “เปิดกลยุทธ์ พิชิตตลาดผันผวน” มีนักวิเคราะห์ชั้นแนวหน้ามาร่วมให้ข้อมูลกับนักลงทุนฯ ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายจรูญพันธ์ วัฒนวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET กล่าวว่า ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้ตกลงกันที่จะเริ่มหารือด้านการค้าอีกครั้ง บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและความเคารพซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะไม่ขึ้นภาษีวงเงิน 325,000 ล้านดอลลาร์ กับประเทศจีน ขณะที่จีนก็จะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ทันที และสหรัฐฯ ยอมให้บริษัทในประเทศสามารถค้าขายกับหัวเหว่ยได้ ดังนั้นถือเป็นการปลดล็อกเรื่องสงครามการค้าไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว ส่งผลดีต่อภาพรวมกับตลาดหุ้น และมองว่าหุ้นที่ได้รับประโยชน์จะเป็นกลุ่มโลจิสติกส์ แนะนำ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE

“คาดดัชนีปีนี้ที่ 1,750 จุด แต่ก็มีโอกาสดีดตัวขึ้นถึง 1,800 จุด ในไตรมาส 3/2562 จากฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้า เพราะปีที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยมาต่อเนื่อง แต่กลับเข้ามาซื้อเรื่อย ๆ หลังจากที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น และขณะนี้ประเทศไทยเริ่มใกล้ที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเห็นเม็ดเงินต่างชาติที่เคยลดน้ำหนักหุ้นไทยทยอยกลับเข้ามา อย่างไรก็ดี ถ้าดัชนีลงต่ำกว่า 1,750 จุด เป็นโอกาสเข้าลงทุนได้”

นายจรูญพันธ์ กล่าวด้วยว่า กลยุทธ์ลงทุนในครึ่งปีหลัง แนะนำ 3 ธีมการลงทุน ได้แก่

1.หุ้นที่ขยายธุรกิจได้ แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แนะนำ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG และบริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM

2.หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ แนะนำ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC, บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และ

3.หุ้นฮาร์ดคอร์ที่ผ่อนคลายจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่สงบชั่วคราว

 

ด้าน นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มองดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,850 จุด เนื่องจากกลุ่มพลังงานตอนไตรมาส 1/2562 ราคาลดลง ขณะที่ในไตรมาส 2 ผลประกอบการยังมีแนวโน้มที่จะทรงตัว หรืออ่อนตัวเล็กน้อย แต่ขณะนี้น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยมองว่าตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 จนถึงปี 2563 ราคาจะกลับมาฟื้นตัว เพราะกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักถึง 25% ของตลาด

ทั้งนี้ผลประกอบการไตรมาส 2 นี้ หากแยกเป็นรายกลุ่ม โดยกลุ่มแรกที่จะมีการวิเคราะห์ออกมา คือ กลุ่มธนาคาร (แบงก์) เป็นกลุ่มที่มีน้ำหนัก 17-18% ของตลาด ซึ่งน่าจะเติบโตไม่มากนัก หรืออยู่ในระดับทรงตัว จากความกังวลในเรื่องของ NPL มาตรการ LTV และค่าธรรมเนียมที่ลดลงด้วย ประกอบกับช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของสินเชื่อ

ส่วนกลุ่มไอซีที เป็นกลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาโดดเด่นที่สุดในไตรมาส 2 นี้ เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาลดลง แล้วหันมามุ่งเน้นในเรื่องของการให้บริการ ส่วนกลุ่มคอมเมิร์ซ และกลุ่มอาหารก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ขณะที่กลุ่มส่งออกถือเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลัง กลุ่มไฟแนนซ์เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากเมื่อดอกเบี้ยลดลง ต้นทุนของกลุ่มนี้ก็จะไม่ขึ้นแน่นอน และอาจปรับลดลง โดยมองว่าบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI น่าสนใจที่สุดในกลุ่ม เพราะปีหน้าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดประมาณ 14,000 ล้านบาท เมื่อโลว์โอเวอร์ใหม่ต้นทุนจึงลดลง ขณะที่ P/E ปัจจุบันเทรดกันน้อยที่สุดในกลุ่ม ส่วนบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC น่าสนใจรองลงมา

กลุ่มบันเทิง ซึ่งมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากการที่รัฐบาลนำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่น 700 MHz มาช่วยเหลือผู้ประกอบการดิจิทัลทีวี แนะนำ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK เนื่องจากมีสินทรัยพ์หมุนเวียนอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าอาจจะนำเงินในส่วนนี้มาจ่ายดิวิเดนยีลด์ หรืออาจจะซื้อหุ้นคืน ขณะที่ในปีที่ผ่านมาค่าโฆษณาลดลง แต่ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ประกอบกับมีการทำธุรกิจใหม่เข้ามา เช่น การทำเครื่องสำอาง จะช่วยเพิ่มรายได้และกำไรในอนาคต

กลุ่มคอมเมิร์ซ ด้วยจีดีพีที่เป็นเช่นนี้จึงเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แนะนำ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เนื่องจากเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมากทั้งจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

และกลุ่มพลังงาน แนะนำ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เพราะตั้งแต่ต้นปีมี 3 ดีลขนาดใหญ่ คือ

1.เข้าไปประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณ

2.ซื้อเมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซียเข้ามา และ

3.เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง บี.วี. (Partex Holding B.V.) ในตะวันออกกลาง

ซึ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในปีหน้าเข้ามาประมาณ 15% เพราะฉะนั้น รายได้และกำไรมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้น จึงถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มพลังงาน

 

ขณะที่ นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI กล่าวว่า มองดัชนีที่ 1,780 จุด P/E ที่ 16 เท่า แต่ก็มีโอกาสที่จะดีดตัวขึ้นไปได้อีกถึง 1,830 จุด ขึ้นอยู่กับมาตรการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางแต่ละประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะเดียวกัน มองว่าถ้าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงก็จะลดลงไม่มาก อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้รอแค่เม็ดเงินฟันด์โฟลว์ที่จะไหลเข้ามาเท่านั้น แต่พื้นฐานของหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง ขณะที่ดิวิเดนยีลด์ของไทยอยู่ที่ 3.1% อาเซียนอยู่ที่ 2.5% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแนะนำกลุ่มโรงกลั่น จากราคาที่ลดลงมาก ค่าการกลั่นถือว่าต่ำกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่น่าจะมีอะไรที่แย่ไปกว่าที่ผ่านมา แต่ในช่วงครึ่งปีหลังหากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ราคาน้ำมันจะหยุดลง ขณะที่ค่าการกลั่นน่าจะดีขึ้น ได้แก่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC

กลุ่มอาหาร เนื่องจากสินค้าเกษตร เช่น หมู หรือไก่ของไทย หากเกิดโรคระบาดในต่างประเทศ แล้วแพร่มาสู่ประเทศไทยนั้น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนี้ในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากฟาร์มใหญ่ ๆ ในประเทศไทยจะเลี้ยงด้วยระบบปิด และได้รับมาตรฐาน แม้จะมีอาการกระตุกบ้างในช่วงแรก ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่จะปรับลดลงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทำให้ราคาถั่วเหลืองกับข้าวโพดลดลง แนะนำบริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG

และกลุ่มโลว์เบต้า หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี นักลงทุนจะวิ่งเข้าหากลุ่มนี้ ถือว่าเป็นหุ้นที่สามารถนำเงินมาพักได้ยามที่เศรษฐกิจผันผวน ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้า แนะนำ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP

คำค้น

เรื่องน่าสนใจ