ORI บวกยาว 4 วันพุ่งเกือบ 13% โบรกฯเคาะเป้าสนั่น 13 บาท ดันอัพไซด์กระฉูด 56%

ORI บวกยาว 4 วันพุ่งเกือบ 13% โบรกฯเคาะเป้าสนั่น 13 บาท ดันอัพไซด์กระฉูด 56% โดย ณ เวลา 10.10 น. อยู่ที่ระดับ 8.35 บาท บวก 0.15 หรือ 1.83% สูงสุดที่ระดับ 8.45 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 31.63 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ณ เวลา 10.10 น. อยู่ที่ระดับ 8.35 บาท บวก 0.15 หรือ 1.83% สูงสุดที่ระดับ 8.45 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 31.63 ล้านบาท

โดยราคาหุ้น ORI ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ราคาปิดที่ระดับ 7.40 บาท เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 62 หรือคิดเป็นการปรับตัวขึ้นมากว่า 0.95 บาท หรือคิดเป็น 12.83%

ด้าน นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยผ่านรายงาน “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ขณะนี้แนะนำเข้าซื้อหุ้นในอสังหาริมทรัพย์อย่าง ORI เนื่องจากมองแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทมีผลงานเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมวางราคาเป้าหมายที่ระดับ 13 บาท โดยคิดเป็นส่วนต่างราคาหุ้น (upside) กว่า 55.68%

 

อนึ่ง นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORI เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมั่นใจแนวโน้มผลประกอบการในปี 2562 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งรายได้และยอดขาย (Presale) รวมถึงแผนการเปิดตัวโครงการ โดยในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้รวม 19,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวมแล้ว 6,789.77 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38% ของเป้าหมายรายได้ทั้งปี

ขณะที่ แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากการทยอยส่งมอบโครงการ ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 2565 นอกจากนี้ บริษัทยังมีสินค้าพร้อมโอน (สต๊อก) ในมือมูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท จาก 15 โครงการ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมเป็นหลัก

โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ ไนท์ บริดจ์ ไพร์ม สาทร (Knightsbridge Prime Sathorn) มูลค่าโครงการ 3,900 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 97% จะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่ส่งมอบต่อเนื่องอีก 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเคนซิงตัน สุขุมวิท-เทพารักษ์ (Kensington Sukhumvit-Thepharak) และโครงการไนท์บริดจ์ พหลโยธิน-อินเตอร์เชนจ์ (KnightsBridge Phaholyothin-Interchange)

ส่วนเป้าหมายยอดขายในปี 2562 บริษัทประเมินว่า น่าจะเติบโตทะลุเป้าหมายไว้ที่ 28,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดบริษัทมียอดขายรวมแล้ว 18,500 ล้านบาท โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ ออริจิ้น (The Origin) จำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท ได้แก่ ในทำเลสุขุมวิท 105 จะเปิดขายในเดือนกันยายน 2562, ในทำเลรามอินทรา จะเปิดขายในเดือนตุลาคม 2562 และในทำเลพหลโยธินจะเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2562

นอกจากนี้ ยังมีโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ บริทาเนีย (Britania) อีก จำนวน 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการในทำเลสุวรรณภูมิจะเปิดขายในเดือนกันยายน 2562, โครงการในทำเลรามอินทรา, โครงการในทำเลคูคต, โครงการในทำเลสายไหม และโครงการในอำเภอบางปะกง

นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 บริษัทจะเปิดให้บริการ (Soft Launch) โรงแรม จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย 1. โรงแรม Staybridge Suites Bangkok Thonglor จำนวน 303 ห้อง และ 2.โรงแรม Holiday Inn & Suites Sriracha จำนวน 363 ห้อง ซึ่งเบื้องต้นบริษัทตั้งเป้าหมายจะมีอัตราการเข้าพัก (OCC) ในปี 2563 อยู่ที่ 70% และภายใน 3 ปี (ปี 2562-2564) จะเพิ่มเป็น 85% ทั้งนี้ การเปิดโรงแรมดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีรายได้ประจำ (recurring income) โดยตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนรายได้ประจำเป็น 15% ในช่วง 5 ปีจากนี้ (ปี 2562-2566)

คำค้น