พาราสาวะถี

หนังสือพิมพ์ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ฉบับที่อยู่ในมือท่านผู้อ่านวันนี้ เดินทางมาถึงปีที่ 25 ถ้าเป็นคนก็ถือเป็นวัยเบญจเพส และในช่วงวัยดังว่านี้มักจะมีความเชื่อกันด้วยเรื่องที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นองค์กรที่ยืนหยัดคู่กับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะนักลงทุนทั้งหลาย ดีร้ายในมิติความเชื่อนั้นเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนบุคคล แต่ในมิติของข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเชื่อได้เลยว่า “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ไม่ทำให้ผิดหวัง ยืนยันท้าทายสมกับเจตนารมณ์ “กระบอกเสียงอิสระแห่งตลาดทุน” ทุกประการ

อรชุน

หนังสือพิมพ์ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ฉบับที่อยู่ในมือท่านผู้อ่านวันนี้ เดินทางมาถึงปีที่ 25 ถ้าเป็นคนก็ถือเป็นวัยเบญจเพส และในช่วงวัยดังว่านี้มักจะมีความเชื่อกันด้วยเรื่องที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นองค์กรที่ยืนหยัดคู่กับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะนักลงทุนทั้งหลาย ดีร้ายในมิติความเชื่อนั้นเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนบุคคล แต่ในมิติของข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเชื่อได้เลยว่า “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ไม่ทำให้ผิดหวัง ยืนยันท้าทายสมกับเจตนารมณ์ “กระบอกเสียงอิสระแห่งตลาดทุน” ทุกประการ

บริหารงานมาด้วยอำนาจเผด็จการ 5 ปีกว่า เพิ่งตั้งต้นแปลงโฉมถอดชุดทหารมาใส่สูทผูกไทประชาธิปไตย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศหน้าตาเฉย “ส่วนตัวเป็นโรคเครียด” เพราะมีหลายอย่างรุมเร้า เอ้า ! เห็นช่วงก่อนหน้ายังอารมณ์ดี ยิ้มกริ่มได้แทบจะทุกที่ทุกเวที ไหงวันนี้ถึงมาบอกว่าเครียด ความจริงประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ หลังศาลรัฐธรรมนูญไม่รับตีความพร้อมถ้อยคำที่ตามมาอีกหลายประการ น่าจะทำให้สบายใจได้

แต่คงไม่มีอะไรให้น่าวิตก บางทีการปล่อยมุกแบบนี้ก็เพื่อหวังเรียกคะแนนสงสารจากบรรดาแม่ยกทั้งหลายแหล่ได้ หากจะหาเหตุผลที่ทำให้ท่านผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเครียดจนบอกว่าตัวเองเป็นโรคได้ คงจะเป็นเรื่องของผลงานด้านการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประมาณว่าชี้นกเป็นไม้ได้ ยังไม่มีปัญญาที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ นี่มาเป็นรัฐบาลผสมการจะทำให้ทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกันได้ยิ่งลำบากหนักเข้าไปอีก

แม้ปากจะบอกกันว่ารัฐบาลเป็นเอกภาพ แต่ความเป็นจริงถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะประชาธิปัตย์จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังประชารัฐได้อย่างสนิทใจเช่นนั้นหรือ ในเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา การหลุดกระแสกลายเป็นพรรคต่ำร้อย จน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อนจะตามมาด้วยเก้าอี้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ล้วนแล้วแต่มาจากน้ำมือของคนที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันนี่เอง

ยิ่งได้ยินผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริง ลั่นจะทำให้พรรคสืบทอดอำนาจกวาดเก้าอี้ส.ส.เพิ่มขึ้นจากเดิมในการเลือกตั้งครั้งหน้า หันซ้ายแลขวาพรรคที่จะโดนหางเลขเต็ม ๆ หนีไม่พ้นพรรคเก่าแก่นี่แหละ เพราะฐานเสียงเดียวกัน กองเชียร์กลุ่มเดียวกัน ดังนั้น การทำงานในฐานะรัฐบาลร่วม จึงต้องช่วงชิงแย่งสร้างผลงาน เพื่อหวังว่าจะทำให้เสียงที่สนับสนุนเป็นปลื้ม เราจึงได้เห็นรัฐมนตรีของประชาธิปัตย์เร่งปั๊มผลงานกันพัลวัน

โฟกัสกันเป็นพิเศษที่พี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่มปัญหาไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เพราะหากสามารถทำให้ราคาดีขึ้นมาได้ เลือกตั้งครั้งต่อไปสามารถเคลมเป็นผลงานได้ทันที ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นอาการของคนที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจของพรรคสืบทอดอำนาจไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ต่อการที่มีพรรคร่วมรัฐบาลมาคอยแย่งซีน และพาลไปถึงผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ไม่ได้ดั่งใจ ส่วนพรรคร่วมหลักอีกพรรคอย่างภูมิใจไทย ไม่สนใจใครทั้งสิ้นเพราะทิศทางและกลุ่มเป้าหมายชัด

จะเห็นได้จากปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านเดินหน้าเต็มที่อยู่แล้ว แต่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ก็ต้องแอ็กชั่นในฐานะที่ยื่นเป็น 1 ใน 3 เงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล ส่วนพรรคพลังประชารัฐก็ต้องเล่นเกมนี้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากหวังจะดึงคะแนนเสียงจากฝ่ายประชาธิปไตย ที่ไม่มีความไว้วางใจพรรคการสืบทอดอำนาจแม้แต่น้อย ขณะที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศชัดไม่ยุ่งกับประเด็นนี้เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์และพรรคก็ไม่ได้หาเสียงไว้ด้วย

เป็นท่าทีที่เมินเฉยพร้อม ๆ กับยกเอาปัญหาปากท้องของประชาชนมาเป็นตัวเดินเรื่อง อย่างไรก็ตาม เสี่ยหนูก็ไม่ได้ปิดประตูตายเสียทีเดียว เพราะยังวางทางถอยไว้ว่า หากมีเจ้าภาพตั้งเรื่องขึ้นมาก็พร้อมที่จะดูเป็นข้อ ๆ ถ้าประเทศชาติและทุกฝ่ายได้ประโยชน์ก็พร้อมสนับสนุน นี่เป็นเกมการเมืองของพวกแทงกั๊กชัด ๆ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อว่า การขยับของพรรคสืบทอดอำนาจที่จะร่วมวงแก้รัฐธรรมนูญด้วยนั้น ตั้งใจจริง พุ่งเป้าให้สำเร็จหรือแค่สร้างกระแสหวังคะแนนนิยมเท่านั้น

ประเด็นว่าด้วยการอภิปรายตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกท่านผู้นำจากปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนนั้น ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรยืนยันหนักแน่นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเรื่องของการตรวจสอบของสภาตามรัฐธรรมนูญที่เขียนกำหนดไว้ว่าส.ส.มีสิทธิที่จะอภิปราย ซักถามและเสนอแนะได้ โดยการอภิปรายต้องเป็นไปตามกรอบข้อบังคับการประชุม ซึ่งฝ่ายค้านก็ย้ำในหลักการดังกล่าว

แต่ปรากฏว่ามือกฎหมายของพรรคสืบทอดอำนาจที่เพิ่งย้ายไปเข้าคอกอย่าง ไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาขู่ฟ่อด ๆ ฝ่ายค้านอย่าได้ดันทุรังอภิปราย เพราะเกรงว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ และห่วงว่าจะมีฝ่ายตรวจสอบอย่างส.ว.ไปยื่นร้องทำให้ผู้ที่จะดำเนินการอาจมีปัญหาในอนาคตได้ ซึ่งก็รับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เมื่อ สมชาย แสวงการ ส.ว.ลากตั้งจากปลายกระบอกปืนตลอดกาล อ้างข้อกฎหมายสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจตรวจสอบการถวายสัตย์ปฏิญาณโดยการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป

ไม่ใช่เรื่องแปลกใด ๆ กับลิ่วล้อและองครักษ์พิทักษ์เผด็จการ เมื่อมีความเห็นต่างในข้อกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยสามารถจะไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เช่นกัน โดยที่ฝ่ายค้านซึ่งมีเพื่อไทยเป็นแกนหลักคงไม่ได้อินังขังขอบต่อคำขู่ดังกล่าว เพราะตกเป็นผู้ถูกกระทำจนเคยชินเสียแล้ว หากจะโดนอีกก็ไม่เห็นเป็นปัญหา แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความจากการร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น เป็นการส่งสัญญาณและมีผลให้ฝ่ายค้านต้องยุติอภิปรายในสภาด้วยหรือไม่

ยังเผชิญวิบากปมไม่จบสิ้นสำหรับ ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปแจงสภาเรื่องติดคุกที่ออสเตรเลียพร้อมขู่ดำเนินคดีคนที่ปูดเรื่องนี้อีก กลับมีปมใหม่ว่าด้วยเรื่องวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาเอก งานนี้คงต้องแก้ต่างและหาทางพิสูจน์กันอีกยาว เข้าใจและรู้ทิศทางลมดี วิษณุ เครืองาม จึงบอกว่าให้ผู้กองธรรมนัสรีบเคลียร์ตัวเองให้คนเชื่อให้ได้ พร้อมยกคำพระมาเตือน สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญญัง วิโสธเย บริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นจะมาทำให้เราบริสุทธิ์ไม่ได้ คงต้องให้หลายคนในรัฐบาลนำไปใช้ด้วย