โบรกฯคัด 6 หุ้นเด่น-พื้นฐานแกร่ง ฉายแววกำไรปี 63 โตต่อเนื่อง!

โบรกฯคัด 6 หุ้นเด่น-พื้นฐานแกร่ง ฉายแววกำไรปี 63 โตต่อเนื่อง!

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA ประเมินทิศทางตลาดและกลยุทธ์การลงทุนช่วงเดือนตุลาคมว่า หากพิจารณาภาพรวมในเชิงบวก ในช่วงเดือนนี้ทางฝ่ายวิจัยมองว่ายังคงมีแรงเก็งกำไรจากเรื่องผลประกอบการงบไตรมาส 3/2562 ที่จะปิดงบและจะทยอยแจ้งออกมา ดังนั้นจึงคาดว่าจะมีแรงเก็งกำไรในเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องถึงกลางช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ ยังแนะให้จับตาความเป็นไปได้ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มอันดับ Credit Rating ไทย ช่วงปลายปี – ต้นปี2563

ขณะที่มาตรการชิมช้อปใช้ เข้ามาสร้าง Sentiment เชิงบวก ในภาคการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP  ในไตรมาส4/2562 ได้ประมาณ 0.2 – 0.3% พร้อมกันนี้ ยังมีการออกมาคาดการณ์ว่ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง เพื่อช่วยชดเชยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง รวมถึงการส่งออกหดตัว ในขณะเดียวกันจากภาพรวมของการประเมินมีหลายๆฝ่าย ออกมาคาดการณ์ปรับเป้าหมาย GDP ในปี2562 ลง โดยมองว่ามีแนวโน้มต่ำกว่า 3.0%

ส่วนภาคการท่องเที่ยวนั้น จะเห็นได้ว่าจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือนส.ค. 62 อยู่ที่ 3.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.ค 62 โดยเป็นนักท่องเที่ยวจีน 1.03 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก.ค. 62 ประมาณ 6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีการฟื้นตัว โดยล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรก มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 26.56 ล้านคน ทำให้มองว่าภายในปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว ประมาณ 40 – 41 ล้านคน ซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลประเมินไว้

ส่วนปัจจัยต่างประเทศนั้น ทางฝ่ายวิจัยมองว่า ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความกังวลต่อสงครามการค้าครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และ EU และอยู่ระหว่างติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน (10 – 11ต.ค. 62) หากมีความชัดเจนและส่งสัญญาณดี คาดเป็นปัจจัยหนุนภาพรวมตลาดฯ

แต่ในทางกลับกันหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ คาดว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ อาจจะทวีคูณเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะกดดันภาพรวมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่วันที่ 15 ต.ค. 62 จะครบกำหนดสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 250,000 ล้านUSD จาก 25% เป็น 30% และวันที่ 18 ต.ค. 62 สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU วงเงิน 7,500 ล้านUSD ซึ่งปัจจัยดังกล่าวในข้างต้น ยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญ ในการสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากสงครามการค้า หากมีความยืดเยื้อ

พร้อมกันนี้ ยังมีประเด็นที่น่าจับตา กรณีปัจจัยหนุนจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น ECB กลับมาใช้ QE วงเงิน 20,000 ล้านยูโร/เดือน เริ่มตั้งแต่ พ.ย.’62 เป็นต้นไป พร้อมติดตามการประชุมเฟด 29 – 30 ต.ค.  62 มีโอกาสสูงที่เฟด อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯล่าสุดอ่อนแอ

“ภายใต้ความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงประเด็นสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน พร้อมกับข้อพิพาททางการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ EU คาดยังกดดันหุ้นในกลุ่ม Global Play เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และกลุ่มพลังงาน ที่คาดความต้องการชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มและภาพรวมการลงทุนที่ยังคงมีการผันผวนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัย ออกมาประเมินกลยุทธ์การลงทุน โดยให้กรอบสัญญาแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,599 จุด หากหลุดแนวรับดังกล่าว จะถือเป็นสัญญาณขาย นอกจากดัชนีจะสามารถเด้งกลับไปยืนเหนือ 1,620 จุดได้ ดังนั้นจึงแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ  อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

พร้อมทั้ง แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม ที่สามารถรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่มีความผันผวน เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น และทยอยสะสมหุ้นเชิงพื้นฐานที่ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งมีหุ้นที่น่าสนใจ อาทิ BBL โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 209 บาท, CBG ราคาเป้าหมาย (ปี 63) ที่ 91 บาท, CPN ราคาเป้าหมายที่ 90 บาท, GPSC ราคาเป้าหมายที่ 76 บาท, SPA ราคาเป้าหมายที่ 17.20 บาท และ STEC ราคาเป้าหมาย (ปี 63) ที่ 27.25 บาท

คำค้น