9 เดือนหุ้น SET50 ขึ้นมากกว่าลง! คัด 8 หุ้น “บลูชิพ” ต่ำบุ๊ก “พลังงาน-แบงก์” ติดโผเพียบ!

9 เดือนหุ้น SET50 ขึ้นมากกว่าลง! คัด 8 หุ้น “บลูชิพ” ต่ำบุ๊ก "พลังงาน-แบงก์" ติดโผเพียบ!

ทิศทางการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกปี 2562 จะพบว่าดัชนีในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนมีการปรับตัวลงต่อเนื่องและหลุดระดับ 1700 จุด เนื่องจากนักลงทุนกังวลปัจจัยสงครามการค้า,การประท้วงในฮ่องกงทำให้ Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามไฮไลต์ของการลงทุนเดือนต.ค.นี้อยู่ที่การกลับมาเจรจากันอีกครั้งระหว่างสหรัฐ-จีนในวันที่ 10-11 ต.ค. แม้นักลงทุนจะพยายามคาดหวังในเชิงบวกแต่สถานการณ์ก็ยังน่าสับสนและคาดเดาไม่ได้ พร้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นได้ตลอดเวลาอีกทั้งถ้อยแถลงของประธาน FED ในวันศุกร์นี้(11ต.ค.62)ว่าจะมีมุมมองศก.อย่างไรและจะส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตหรือไม่

ด้วยภาวะกดดันดังกล่าวทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้น SET50 ในช่วง 9 เดือนมานำเสนอ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นพื้นฐานที่ปรับตัวลงแรงเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนในช่วงตลาดผันผวนดังตารางประกอบ

อย่างไรก็ตามในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาพบว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงอันดับ 1 คือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG โดยราคาหุ้นในช่วง 9 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 165.04%  จากยืนที่ระดับ 30.75 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 81.50 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.62 โดยได้รับแรงหนุนจากแผนธุรกิจเด่นและคาดว่าปีนี้จะเป็นปีทองของ CBG

บล.ไอร่า ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า  CBG คาดความสามารถในการทำกำไรไตรมาส 3/62 ดีขึ้นตามลำดับ จาก (1) การใช้กำลังการผลิตของโรงงานกระป๋องใหม่เพิ่มขึ้น และ (2) การปรับสูตรการผลิต โดยลดสัดส่วนของน้ำตาลลง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับขึ้นภาษีความหวานในเดือนต.ค. เบื้องต้นคาด Gross Profit Margin ดีขึ้นจากเฉลี่ย 33% เมื่อไตรมาส3/61 และ 38%เมื่อไตรมาส2/62

แนวโน้มผลประกอบการปี’63 มีโอกาสทำ New High ต่อเนื่องจากปี’62 คาดอยู่ที่ 2,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% ภายใต้ต้นทุนที่คาดปรับลดลงจากการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ทั้ง (1) ขวด ซึ่งใช้สำหรับสินค้าที่ขายในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และ (2) กระป๋อง สำหรับสินค้าส่งออก จากก่อนหน้าซื้อจากบุคคลภายนอก

นอกจากนี้ยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนเศษแก้วที่ต่ำลง รวมถึงค่าใช้จ่าย Sponsor ลดลง หลังสัญญากับทีมฟุตบอลเชลซีบางส่วนหมดลงเมื่อกลางปี’62 คาดช่วยลดค่าใช้จ่ายจาก 6 ล้านปอนด์ เหลือ 3 ล้านปอนด์ พร้อมกับ CBG ยังมีแผนลดการใช้จ่ายอื่นๆ ในอังกฤษลง คาดช่วยให้ผลประกอบการ ICUK ดีขึ้นตามลำดับ คาดปี’62 ขาดทุน ประมาณ 600 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุน 900 ล้านบาท และ 1,150 ล้านบาท เมื่อปี’60 และ 61 ประเมินราคาเป้าหมายปี’63 ที่ 91.00 บาท

ด้านหุ้นที่ปรับตัวลดลง 18 ตัว KKP,BDMS,LH,SCC,CPN,KTB,SCB,BPP,BBL,KBANK,BANPU,GLOBAL, PTTGC,TMB, DELTA,BH,IRPC,IVL ตรงนี้ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะได้เข้าเก็บหุ้นพื้นฐานดีราคา Laggard  เข้าพอร์ต ขณะเดียวกันหากสังเกตราคาหุ้นบางตัวพบว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี อาทิ IRPC,TMB,BANPU,TCAP,KTB,KBANK,PTTGC,BBL โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มแบงก์และพลังงานเป็นหลัก

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า พลิกมามองตลาดหุ้นไทยในเชิงบวกมากขึ้นในเดือน ต.ค. เนื่องจากคาดว่าการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐจะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ทั้งนี้ จากการที่ตลาดกังวลอย่างมากต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์เสี่ยงในปัจจุบัน คิดว่าแค่มีปัจจัยกระตุ้นด้านบวกในแง่เศรษฐกิจโลกเพียงเล็กน้อย (positive catalyst) ก็เพียงพอที่จะหนุนจิตวิทยาการลงทุนสู่สินทรัพย์เสี่ยง (risk-on mode) ได้

ด้วยมุมมองดังกล่าว จึงเพิ่มหุ้นตัวใหญ่เข้าไปพอร์ตหุ้นแนะนำสำหรับเดือน ต.ค. ซึ่งเน้นธีมการลงทุนเชื่อมโยงปัจจัยเศรษฐกิจโลก หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการบริโภค รวมทั้งหุ้นที่แนวโน้มจะรายงานงบไตรมาส 3/2562 ออกมาโดดเด่น ทั้งนี้หุ้นเด่นเดือนนี้ได้แก่ KCE*, TOP*, AOT*, MINT*, CPALL*, CPN* และ BCH*

 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มองตลาดหุ้นเดือน ต.ค. แกว่งในกรอบ 1620-1680 จุด ไฮไลต์ของการลงทุนเดือนนี้อยู่ที่การกลับมาเจรจากันอีกครั้งระหว่างสหรัฐ-จีนในวันที่ 10-11 ต.ค. แม้นักลงทุนจะพยายามคาดหวังในเชิงบวกแต่สถานการณ์ก็ยังน่าสับสนและคาดเดาไม่ได้ พร้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นได้ตลอดเวลา

แต่ในช่วงที่ผ่านมาเห็นว่า SET ที่ระดับ 1,620 จุด ซึ่งคิดเป็น PE ปี 2020 ที่ 15 เท่า รองรับความเสี่ยงต่างๆได้ค่อนข้างดี  ประกอบกับดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้หุ้น High dividend yield หรือ REIT ยังน่าสนใจ

ส่วนภาวะศก.ที่ชะลอทั้งโลกและไทยยังเป็นที่กังวลของนักลงทุน จึงคาดกรอบดัชนีด้านบน 1,680 จุด หุ้นที่ทนทานตลาดได้จึงยังเป็น Domestic plays ซึ่งเดือนนี้แนะนำ ADVANC, AOT, BCH, CPALL, ORI

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น