พาราสาวะถี

ถ้าไม่ใช่การวางแผนกันอย่างเป็นระบบ ผนวกเข้ากับองคาพยพของอนุรักษ์นิยมที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมอุ้มชู และปกป้อง คงไม่ได้ยินจากปากของ อนุทิน ชาญวีรกูล


ถ้าไม่ใช่การวางแผนกันอย่างเป็นระบบ ผนวกเข้ากับองคาพยพของอนุรักษ์นิยมที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมอุ้มชู และปกป้อง คงไม่ได้ยินจากปากของ อนุทิน ชาญวีรกูล กล้าประกาศอย่างหนักแน่น เชื่อมั่นว่า พรรคภูมิใจไทยจะกวาด สส.เขตถึง 200 ที่นั่ง แต่กลับสวนทางกับเป้าหมายที่จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่เพียง 10-15 ที่นั่ง เป็นความต่างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ ถ้ามั่นใจในศักยภาพและนโยบายของพรรคว่าดีจริง ประชาชนย่อมจะแห่แหนกาบัตรมอบความไว้วางใจให้กับพรรคสีน้ำเงินมากกว่านี้

การกล้าประกาศตัวเลข สส.เขตสูงขนาดนั้น ลำพังแค่ปัจจัย ผู้สมัครเคยเป็น สส.เคยชนะเลือกตั้งมาแล้ว 160 เขต และมีอีกประมาณ 70 เขตเป็นผู้ที่เกือบจะได้ ขาดคะแนน 400-1,000 คะแนน มันไม่น่าจะทำให้เกิดพลังความมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น ต้องไม่ลืมว่า เลือกตั้งทุกครั้งโดยเฉพาะเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา บรรดาดาวดัง ดาวเด่น อดีต สส.จำนวนไม่น้อยสอบตกกันเป็นแถว ซึ่งพอจะเข้าใจได้กับ ความหวังของเสี่ยหนูผลจากพลังวิเศษที่หนุนหลัง พร้อมสรรพกำลัง ยิ่งกลไกภาครัฐที่ตัวเองเป็นฝ่ายกุมอำนาจอยู่ ย่อมคาดหวังกันได้

ความฮึกเหิมที่เกิดขึ้นมันเกิดมาจากการปลุกเร้ากันภายในพรรค จนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้มี บางคนถึงขั้นไปประกาศศักดา กระทั่งถูกจับตามองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของการ “ดึงฟ้าต่ำ” นั่นเป็นเพราะแพ้เสียงในหัว จะว่าไปด้วยความที่เคยเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง คนเหล่านี้ย่อมรู้ดีว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควร หรืออาจเป็นเพราะถูกอำนาจทางการเมืองมันบังตา ความหวังที่จะได้เก้าอี้ใหญ่โตกว่าเดิมมันมากดทับสำนึกผิดชอบชั่วดี แต่ก็อย่างว่า ถ้าไม่อ้างขนาดนั้น การที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อและยอมช่วยย่อมเป็นไปได้ยาก

ยังคงย้ำคำเดิมให้จับตาช่วงเวลาตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีไปจนถึงคืนหมาหอนเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ จะมีขบวนการปล่อยข่าว สร้างกระแส ใช้ไอโอชกใต้เข็มขัด ทำลายความน่าเชื่อถือของสองพรรคคู่แข่ง เป็นการปิดจ๊อบตามแผนที่ได้วางกันไว้ หนีไม่พ้นประเด็นที่เกี่ยวพันกับฝ่ายสนับสนุนหลักของผู้ที่ต้องการจะก้าวขึ้นมาครองอันดับ 1 ในสนามเลือกตั้ง หากติดตามกระแสกันเป็นรายพื้นที่แล้ว ต้องยอมรับกันว่าจากที่เคยคิดว่าจะนอนมา แบเบอร์ กลับต้องลุ้นเหนื่อย เพราะคู่แข่งดีวันดีคืน

พื้นที่ภาคใต้น่าจะไว้วางใจได้มากกว่าเพื่อน เนื่องจากมีการทำพื้นที่กันมานาน เตรียมการเรื่องของหัวคะแนน การเข้าถึงกันแบบเคาะประตูบ้าน เงื่อนไข ข้อตกลงต่าง ๆ ผ่านการตกผลึกมาพอสมควร แม้ว่าคู่แข่งสำคัญอย่างประชาธิปัตย์จะกลับมาเรียกคะแนนนิยมคืนได้บ้างจากการหวนรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังไม่ดีพอที่จะทำให้ชนะในการเลือกตั้งหนนี้ ส่วนบางพื้นที่ว่ากันว่ากล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน

จังหวัดชายแดนใต้ ถือเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคประชาชาติ ระดับนำทั้ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา กับ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ประสานมือทำงานกันอย่างแข็งขัน คนในพื้นที่ต่างให้การยอมรับ สนับสนุนกันมาอย่างยาวนาน โอกาสที่พรรคอื่นเบียดแทรกถือว่าน้อยมาก กระนั้นก็ตาม พรรคสีน้ำเงินยังไม่ได้ลดเป้าที่ จะกวาดเก้าอี้ สส.ในภาคใต้ไม่ต่ำกว่า 30 ที่นั่งจากทั้งหมด 59 ที่นั่ง ถือเป็นการวัดฝีมือของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้และนายทุนคนสำคัญของภูมิใจไทย

ความน่าสนใจในแวดวงคอการเมืองที่ชอบวางเดิมพัน มองกันไปถึงสูตรตั้งรัฐบาล หากตั้งต้นด้วยตัวเลขจากปากเสี่ยหนูที่ 170-200 ที่นั่ง บวกเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์อีก 10-15 ที่นั่ง ตัดตัวเลขกลม ๆ ของ สส.ทั้งสองระบบอยู่ที่ 200 ถามว่าถ้าเช่นนั้น คงไม่จำเป็นที่จะต้องไปจับมือกับสองพรรคอันดับรองลงไปทั้งเพื่อไทยกับประชาชน เพราะสามารถที่จะไปหาเสียงจากพรรคขนาดกลางซึ่งคงหนีไม่พ้นกล้าธรรม ที่คาดว่าน่าจะได้ประมาณ 30 ที่นั่ง บวกกับพรรคเล็กพรรคน้อยก็น่าจะเพียงพอ

แต่ก็คงจะเป็นไปได้ยาก ถ้ามองจากตัวเลขของหัวหน้าพรรคน้ำเงิน เนื่องจากถ้าตัดจำนวน สส.เขตจาก 400 คน แล้วพรรคเสี่ยหนูเอาไปกินแล้ว 170-180 ที่นั่ง จะเหลือเก้าอี้ สส.อีกแค่ 220 ที่นั่ง ซึ่งคาดหมายกันว่า พรรคส้มและแดง น่าจะได้ผู้แทนไม่น้อยกว่าหลักร้อยที่นั่งทั้งคู่ เท่ากับว่า พรรคคู่แข่งอื่น ๆ แทบจะเหลือที่ยืนไม่มากแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่า การจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีเพียงสองพรรคการเมืองใหญ่ที่จับมือกัน จะเป็นน้ำเงิน-ส้ม หรือน้ำเงิน-แดง เท่านั้น

เมื่อพิจารณาย้อนไปยังปมคลิปเสียง คำถามก็คือ จะผสมพันธุ์กันแบบไหน ในเมื่อมีการเล่นเกมสร้างเรื่องโจมตีว่า พรรคส้มไม่เป็นที่ปรารถนาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึงขนาดถ้าชนะเลือกตั้งจะทำการปฏิวัติยึดอำนาจทันที ส่วนพรรคสีแดงก็อ้างว่าเจ้านายใหญ่ไม่เอา แบบนี้จะเดินกันไปในทิศทางไหน แต่เชื่อได้เลยว่า นั่นเป็นเพียงการปั่นบนแนวทางสามานย์ที่อาจารย์ใหญ่ได้ขีดเส้นไว้ให้ ล่าสุด แผนชั่วร้ายไปไกลถึงขนาดที่ว่า ถ้าผลเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่ล็อกกันไว้ ก็จะใช้กลไกของอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณคุ้มกะลาหัว เล่นงานคู่แข่ง 

กลิ่นตุ ๆ แบบนี้ สัมผัสผ่านปลายจมูกแล้วจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา ความผิดพลาดหลายอย่างเป็นตัวบ่งชี้ความไม่ปกติ ขณะเดียวกัน เรื่องการเบิกเงินสดที่ผิดสังเกต 250 ล้านบาท ซึ่ง วิทัย รัตนากร ได้แถลงข่าวไป ฝ่ายผู้คุมกฏก็อ้างว่าไม่ได้เซ็นเอ็มโอยูความร่วมมือระหว่างกันไว้ การดำเนินการทางกฎหมายจึงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับเสียงในหัวของคนทำหน้าที่เลขาฯ เตรียมเงินไว้ไม่ได้แจก ไม่ผิด ขัดกับข้อกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งที่ระบุไว้ชัด จัดเตรียมไว้เพื่อจะให้ก็ถือว่ามีความผิด ก่อนที่จะมีการแก้ต่างอ้างว่าสื่อสารคลาดเคลื่อน เป็นเสียอย่างนี้ ศรัทธาที่มีน้อยเต็มทีแทบไม่เหลือ แล้วคนจะเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างไร

อรชุน

Back to top button