JASIF ลบ 4% หลังขึ้น XB โบรกฯชี้พื้นฐานแกร่ง-ปันผลสูง10% เคาะเป้า 11.40 บ.

JASIF ลบ 4% หลังขึ้น XB โบรกฯชี้พื้นฐานแกร่ง-ปันผลสูง10% เคาะเป้า 11.40 บ.

บริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน จำกัด (มหาชน) หรือ JASIF ณ เวลา 10.29 น. อยู่ที่ระดับ 10.30 บาท ลบ 0.40 บาท หรือ3.74% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 297.47 ล้านบาท หลังขึ้นเครื่องหมาย XB (Exclude Other Benefit) ในวันนี้(11 ต.ค.)

โดย JASIF ประกาศเพิ่มทุน สัดส่วน 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ ราคาหน่วยละ 9 บาท ขึ้น XB วันที่ 11 ต.ค.นี้ ด้านโบรกฯ ชี้ เพิ่มทุนครั้งนี้มี Dilution Effect 31.25% พร้อมแนะนักลงทุนที่มีหุ้นใช้สิทธิเพิ่มทุน พร้อมคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield ปี 2563 ไว้เท่ากับ 9.5% ส่วนราคาหุ้น JASIF วานนี้ ปิดลดลง 0.70 บาท มาที่ 10.30 บาท เปลี่ยนแปลง – 6.36%

ด้าน นายพรชลิต พลอยกระจ่าง Deputy Managing Director, Head of Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน จำกัด (มหาชน) หรือ JASIF เผยว่า ปัจจุบันกองทุนฯ อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าลงทุนในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) เพิ่มเติมครั้งที่ 1

โดยได้จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จาก บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB มูลค่ารวมไม่เกิน 38,000 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม) พร้อมกันนี้ จะเพิ่มทุนจดทะเบียนกองทุนฯ รวมไม่เกิน 24,629 ล้านบาท และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินรวมไม่เกิน 18,160 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งในการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใหม่และใช้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการเข้าซื้อทรัพย์สินครั้งนี้ หลังจากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนฯ เป็นที่เรียบร้อย

กองทุนฯ จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในเส้นทางเพิ่มเติมจากทรัพย์สินที่กองทุนฯ ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน โดยทรัพย์สินใหม่เป็นเส้นใยแก้วนำแสงที่สร้างขึ้นเฉลี่ยเพียง 1–3 ปี มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเฉลี่ยประมาณ 35 ปี และจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 40 ปี หากมีการดูแลรักษาที่ดี

ทั้งนี้ ภายหลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะส่งผลให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 980,500 คอร์กิโลเมตร  และครอบคลุมพื้นที่ 925 อำเภอ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการการใช้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้รวมถึงผลตอบแทนที่ดีขึ้นแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาว

สำหรับแหล่งเงินทุนที่กองทุนฯ จะใช้ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนของกองทุนฯ จำนวนไม่เกิน 24,629 ล้านบาท จากเดิมที่มีทุนจดทะเบียน 54,183.8 ล้านบาท จะเพิ่มเป็นไม่เกิน 78,812.8 ล้านบาท โดยการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีรายชื่อปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุน

รวมถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่ม และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศอีกไม่เกิน 2,660 ล้านบาท เพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่มครั้งนี้

ขณะเดียวกัน บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ทำข้อตกลงจะไม่โอนหน่วยลงทุน JASIF ที่จะมีผลให้สัดส่วนการถือหน่วยลงทุนต่ำกว่าที่กำหนดเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน (ขึ้นกับผลการจองซื้อของผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมในการเพิ่มทุนครั้งนี้) พร้อมกันนี้ TTTBB จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเคลื่อนย้ายและนำเส้นใยแก้วนำแสงลงใต้ดิน ที่กองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายหลังจากที่กองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เสร็จสิ้น กองทุนฯ มีสิทธิขยายอายุสัญญาเช่าหลักในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเดิม จำนวน 784,400 คอร์กิโลเมตร ที่มี TTTBB เป็นคู่สัญญา เป็นวันที่ 29 ม.ค. 2575 จากเดิมจะสิ้นสุดสัญญาเช่า 22 ก.พ. 2569 ทำให้กองทุนฯ มีความมั่นคงของกระแสรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินบางส่วนที่กองทุนฯ ลงทุนอยู่ในปัจจุบันได้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่กองทุนฯ และผู้ถือหน่วยลงทุน

“TTTBB ซึ่งเป็นผู้เสนอขายกรรมสิทธิ์เส้นใยแก้วนำแสงและเป็นคู่สัญญาเช่ากลับทรัพย์สินจากกองทุนฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รายใหญ่ของไทยภายใต้แบรนด์ 3BB ที่มีคุณภาพการให้บริการที่ดี โดยนับจากปี 2558-2561 TTTBB มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการเพิ่มขึ้นจาก 12,749 ล้านบาท เป็น 19,409 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 15%”

นายพรชลิต กล่าวอีกว่า ภายหลังกองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะทำให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน สำหรับช่วงเวลา 1 ม.ค.–31 ธ.ค. 2563 ซึ่งจัดเตรียมโดยบริษัทจัดการและตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.0387 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่  0.9924 บาทต่อหน่วย ขณะที่นับจากจัดตั้งกองทุนฯ ได้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว 18 ครั้ง รวม 3.92 บาทต่อหน่วย

ด้านนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ในการเตรียมเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุนฯ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย เพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งที่ 1 กองทุนฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XB (Exclude Other Benefit) ในวันที่ 11 ต.ค.นี้

โดยผู้ที่ต้องการได้รับสิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่จะต้องถือหน่วยลงทุนเดิม ณ สิ้นวันที่ 10 ต.ค.นี้ และจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ (Record Date) ในวันที่ 15 ต.ค. 2562 ขณะเดียวกัน ได้กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิจองซื้อแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิจองซื้อตามที่ปรากฏรายชื่อสมุดทะเบียน ในอัตรา 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ และราคาเสนอขายที่ 9 บาทต่อหน่วย ซึ่งวันจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน คือวันที่ 7–13 พ.ย. 2562

ทั้งนี้ การเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะทำให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินและมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น จากการขยายโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงที่มีพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติมได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และการพัฒนาโครงข่ายระบบ 5G ในอนาคตที่จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม

 

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส จำกัด ระบุว่า JASIF ประกาศเพิ่มทุน สัดส่วน 2.2 หน่วยเดิม ต่อ 1 หน่วยใหม่ ราคาหน่วยละ 9 บาท โดยการเพิ่มทุนครั้งนี้มี Dilution Effect 31.25% อย่างไรก็ดี ราคาเพิ่มทุนต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 10.30 บาท

ดังนั้นจึงปรับโมเดลและราคาพื้นฐานใหม่เพื่อสะท้อนการเพิ่มทุนครั้งนี้ ราคาพื้นฐานใหม่เท่ากับ 11.40 บาท จากเดิม 11.80 บาท คงคำแนะนำ “ถือ” JASIF และให้นักลงทุนที่มีหุ้นใช้สิทธิเพิ่มทุน คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2563 ไว้เท่ากับ 9.5%

คำค้น