
ส่อง 34 หุ้น ราคาพุ่งเกิน 40% ไตรมาส 1 ฟาก TAE-MCOT-IRPC ทะยานกว่าเท่าตัว!
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวแกร่ง ดัชนี SET พุ่ง 14.96% ยืนเหนือ 1,400 จุด สวนทางปัจจัยลบต่างประเทศ ฟาก TAE, MCOT และ IRPC ที่พุ่งแรงเกิน 100%
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้มีการสำรวจการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ต้นปี โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนภาพรวมทิศทางตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 188.47 จุด หรือคิดเป็นการเติบโต 14.96% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ระดับ 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 โดยดัชนีสามารถยืนหยัดเหนือระดับ 1,400 จุด ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดทุนยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อก็ตาม
โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กระแสเงินลงทุนยังคงเลือกไหลเข้าหาหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE ที่ราคาปรับตัวขึ้น 138%, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ราคาปรับตัวขึ้น 106.17% และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาปรับตัวขึ้น 100% ซึ่งหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง TAE, MCOT และ IRPC รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ ได้กลายเป็นแกนนำหลักที่สำคัญในการผลักดันดัชนีให้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
โดยก่อนหน้านี้ นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบในปี 2569 คาดราคาน้ำมันดิบดูไบ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60–70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในภาคการเดินทาง ขนส่ง และการผลิตปิโตรเคมี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน กลุ่มโอเปคพลัสมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด แข่งขันกับผู้ผลิตนอกกลุ่ม เช่น สหรัฐอเมริกา และบราซิล
ขณะที่ภาพรวมตลาดปิโตรเคมีในปี 2569 คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน สอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว 2.6% ตามรายงานของ World Bank (Global Economic Prospects, January 2026) โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากภาคบริการและการขยายตัวของสังคมเมือง ด้านอุปทาน ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่งผลให้ภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงอยู่ ผู้ผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับลดอัตราการเดินเครื่องเพื่อบริหารสมดุล
อย่างไรก็ตาม ตลอดปี 2568 บริษัทดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และจัดตั้ง Crisis War Room ติดตามเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ Domestic First เพื่อรับมือความผันผวนได้ทันเวลา ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน และต่อยอดสู่ธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุขั้นสูง ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์
ขณะที่บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยได้ทำการคำนวณประมาณการผลประกอบการปี 2569 ใหม่โดยใช้สมมติฐานราคา น้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้น US$10/bbl เป็น US$75/bbl ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาด คือ หุ้นกลุ่มพลังงานจะได้ อานิสงส์มากที่สุดจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อเรียงลำดับตามเปอร์เซ็นต์ของกำไรที่เปลี่ยนไป จากประมาณการเดิม พบว่า 5 หุ้นที่จะได้รับผลบวกมากที่สุดได้แก่ IRPC, IVL, SPRC, PTTEP และ PTTGC


