หุ้นขึ้น หาใช่เพราะเศรษฐกิจดี

ดัชนีดาวโจนส์ปิดเหนือระดับ 28,000 จุดเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ก็ปิดด้วยสถิติใหม่ในวันเดียวกัน การทะยานของดาวโจนส์เหนือระดับ 28,000 จุดโดยตัวมันเองไม่ได้มีความสำคัญมาก แต่การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำ “นิวไฮ” ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เป็นสัญญาณว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นอีกครั้งต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯหลังจากที่มีรายงานว่าการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

พลวัตปี 2019 : ฐปนี แก้วแดง(แทน)

ดัชนีดาวโจนส์ปิดเหนือระดับ 28,000 จุดเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ก็ปิดด้วยสถิติใหม่ในวันเดียวกัน การทะยานของดาวโจนส์เหนือระดับ 28,000 จุดโดยตัวมันเองไม่ได้มีความสำคัญมาก แต่การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำ “นิวไฮ” ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เป็นสัญญาณว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นอีกครั้งต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯหลังจากที่มีรายงานว่าการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

จริงอยู่ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว และความกังวลเกี่ยวกับภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวได้เจือจางไปอีกครั้ง แต่ถ้าดูกันให้ดี ๆ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจากช่วงต้นปีและในขณะนี้ มีเหตุผลไม่มากที่จะไปคาดหวังว่า เทศกาลช้อปปิ้งก่อนวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้

มีหลักฐานมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลง โดยจะเห็นได้จากรายงานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกที่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้อมูลเศรษฐกิจทั้งสองตัวนี้เป็นสัญญาณชี้ว่าผู้บริโภคและธุรกิจกำลังเป็นอย่างไร

ผู้ผลิตได้ลดการผลิตในเดือนตุลาคมมากสุดในรอบ 17 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกลดลง ราคาน้ำมันลดลง และมีปัญหาอย่างต่อเนื่องในบริษัทโบอิ้งหลังจากที่ล้มเหลวจากเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX

ส่วนยอดขายปลีกฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคม หลังจากที่ลดลงในเดือนกันยายน แต่เมื่อมองเข้าไปใกล้มากขึ้นกับตัวเลขเหล่านี้มันชี้ว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้เงินมากเหมือนตอนต้นปี และการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายไปกับเรื่องที่จำเป็นเช่นกับอาหาร น้ำมัน และรถยนต์ มากกว่า

ถ้าอย่างนั้นทำไมหุ้นจึงปรับตัวขึ้น ?

คำตอบคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะทำให้นักลงทุนออกจากการลงทุนพันธบัตรไปเล่นหุ้น และการลดดอกเบี้ยยังทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าภาวะถดถอยจะไม่เลวร้ายลงไปอีก

เฟดยังลดดอกเบี้ยเพราะมีความกังวลว่าสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในอันตราย แต่ความตึงเครียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ลดลงเมื่อทั้งสองประเทศกลับมาเจรจากันอีกครั้งและมีรายงานออกมามากในช่วงนี้ว่าการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

นั่นจึงยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับวอลล์สตรีท!

ความตึงเครียดทางการค้าได้รุนแรงมากขึ้นในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้มีการพูดถึงภาวะถดถอยเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ในขณะนี้เรื่องสงครามการค้ามีความสำคัญลดลง จึงเชื่อกันว่าเศรษฐกิจอาจมีเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันกำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง ที่อาจจะช่วยทำให้เศรษฐกิจคึกคักได้

ผลการสำรวจผู้จัดการกองทุนของแบงก์ ออฟ อเมริกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่า ความกังวลเรื่องภาวะถดถอยได้หายไปแล้ว และมีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จะโตมากสุดในระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน

อย่างไรก็ดี แคปิตอล อีโคโนมิคส์ ได้เตือนให้ระวัง 4 เรื่อง คือ การเจรจาสงบศึกของจีนและสหรัฐฯ อาจพลิกผันได้ เฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยอีกในปีหน้าตามที่นักลงทุนคาดหวัง เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลง และการเลือกตั้งในสหรัฐฯ อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้

มูดี้ส์ก็ได้ระบุในรายงานแนวโน้มสองปีว่า สถานการณ์ทางการค้ายังคงล่อแหลมเป็นพิเศษ และยังไม่ชัดเจนว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถตกลงยกเลิกภาษีที่เก็บอยู่ได้ ซึ่งอาจมีผลต่อการเติบโตได้ นอกจากนี้ มูดี้ส์เชื่อว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ น่าจะยังคงสร้างข้อจำกัดให้กับบริษัทจีนอย่างเช่นหัวเว่ย และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเบร็กซิตก็จะยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า

เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสสามได้ แต่ก็ใช่ว่าจะพ้นจากขีดอันตรายแล้ว ในช่วงนี้หุ้นจะขึ้นต่อได้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะมีความเห็นเป็นบวกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าอย่างไร ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเศรษฐกิจดีจริงๆ แล้ว