เปิดผลกระทบหุ้นท่องเที่ยวเซ่น “โคโรน่า” เน้น Switch สู่กลุ่มส่งออกรับปัจจัยบวกบาทอ่อน

เปิดผลกระทบหุ้นท่องเที่ยวเซ่น “โคโรน่า” เน้น Switch สู่กลุ่มส่งออกรับปัจจัยบวกบาทอ่อน

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในภาวะดัชนีขาลง หลังจากเจอผลกระทบของไวรัสโคโรนา ซึ่งกระทบต่อหุ้นในกลุ่มการท่องเที่ยว และโรงแรม

โดย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ (27 ม.ค.63) ว่า ปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนให้น้ำหนักเทไปที่ ผู้ป่วยไวรัสโคโรนา 2019 ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกดดันสร้างความกังวล และน่าจะทำให้การเดินทางระหว่างประเทศได้รับผลกระทบ ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อหลายธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน สนามบิน ท่องเที่ยวโรงแรม รวมไปถึงการบริโภคภาคครัวเรือน ความกังวลจากประเด็นดังกล่าวยังส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว 2.2%(นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน) ส่งผลดีต่อธุรกิจส่งออก แต่ยังถูกหักล้างจากประเด็นสหรัฐฯมีโอกาสอาจตัดสิทธิ GSP ไทยเพิ่มขึ้น (ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯมากสุด สัดส่วนราว 11% ของประเทศทั้งหมด แต่ในนี้มีเพียง 10% ที่ได้รับสิทธิ GSP)

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามปัญหาความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ต่อเนื่อง หากยืดเยื้อถือเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อ SET Index เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง กลยุทธ์วันนี้ให้ปรับพอร์ต PTT ออกจากพอร์ต (ราคาน้ำมันลงแรง) แล้วลงทุนใน TU ได้ Sentiment จากค่าเงินที่กลับมาอ่อนค่า เดิมไม่ได้รับสิทธิ GSP อยู่แล้ว ขณะที่ราคาทูน่าเริ่มฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ภาพรวมคาดกำไรสุทธิปี 2563 จะฟื้นตัวถึง 38.6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน

อีกทั้งยังได้ปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่ากว่า 2.2% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน โดย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 30.6 บาท/เหรียญฯ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมีค่า PER ปี 2563 เพียง 13 เท่า ซึ่งค่าเฉลี่ยกลุ่มอยู่ที่ 16 เท่า และสามารถคาดหวัง Dividend yields เฉลี่ยสูงถึง 4% ต่อปี ถือเป็นโอกาสสะสม ส่วน Top Pick เลือก MCS ([email protected] 14.2), BCH ([email protected] 22.10) และ TU([email protected] 20.0) ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวการลงทุนของ SET Index คาดว่าอยู่ในช่วง 1,560 – 1,577 จุด

ไวรัสโคโรนาลามทั่วโลก กดดันสินทรัพย์เสี่ยง น้ำมันดิบโลกปรับฐานแรง

ทั้งนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ 2019 และนำไปสู่โรคปอดอับเสบ ที่กระจายตัวออกไปในหลายประเทศทั่วโลก ล่าสุด สำนักข่าว CNN รายงานสถานการณ์มีผู้ติดเชื้อราว 2,114 คนในจีน และมีผู้เสียชีวิต 56 คน รวมทั้งมีการแพร่ไปยังที่อื่นๆ อาทิ ไทย, ฮ่องกง ล่าสุดสหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อ 5 ราย ทำให้ทางการจีนมีคำสั่งห้ามทัวร์จีนเดินทางออกนอกประเทศ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 63

โดยรวมปัจจัยกดดันหุ้นในกลุ่มต่างๆดังนี้

(-) หุ้นพลังงาน ราคาน้ำมันดิบโลกปรับฐานแรงเฉลี่ยราว 3%  (น้ำมันดิบดูไบ ล่าสุด หลุด 60 เหรียญฯ อยู่ที่ 58.44 เหรียญฯ (สมมติฐาน ASPS คาดทั้งปี  2563 65 เหรียญฯ)  เป็นปัจจัยกดดันช่วงสั้นต่อทิศทางต่อราคาหุ้น แนะนำชะลอการการลงทุน PTT [email protected] ) PTTEP ([email protected])

(-) กลุ่มโรงแรม เนื่องจากส่งผลต่อนักท่องเที่ยวจีนที่ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยหรือประมาณ 11 ล้านคนและ 29% ของรายได้จากนักต่างชาติมาไทยรวมทั้งหมด 2 ล้านล้านบาท ในปี 2562 นอกจากนี้มีโอกาสกระทบจิตวิทยาช่วงสั้นต่อนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ให้ชะลอการเดินทางมาไทย สะท้อนจากข้อมูลปี 2546 ที่โรคซาร์สระบาด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยหดตัว 7% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากทุกกลุ่มลูกค้า หลักๆ ได้แก่ จีนลดลง 24% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน, ยุโรป ลบ 5% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน โดยฝ่ายวิจัยประเมินคำสั่งดังกล่าวจะสิ้นสุดลง เมื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

ทั้งนี้ คาดกระทบ ERW ที่มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมไทยราว 90% ของรายได้รวม  ,  CENTEL ราว 36% ของรายได้รวม (ส่วนที่เหลือเป็นร้านอาหารราว 56% และโรงแรมในมัลดีฟส์ราว 8%) และ MINT ราว 8% ของรายได้รวม (หลักๆ เป็น NH Hotel ในยุโรปประมาณ 56% ของรายได้รวม และโรงแรมต่างประเทศ Ex NH Hotel ราว 11%)โดยรวมฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการหุ้นในกลุ่มโรงแรมทั้งหมดปรับลดน้ำหนักการลงทุน จากเท่ากับตลาด เป็น น้อยกว่าตลาด พร้อมหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นในกลุ่มระยะสั้น

(-) กลุ่มการบิน ประเมินกระทบสูงต่อผู้ที่มีรายได้จากลูกค้าจีน โดยปัจจุบัน AAV, AOT, THAI และ BA ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากจีนราว 30%, 15%, 8% และ 2% ตามลำดับ  ทั้งนี้ ด้านผลกระทบต่อประมาณการ  ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวน โดยการเดินทางที่มีความเสี่ยงชะลอตัวจากถือเป็นความเสี่ยงต่อสมมติฐานการเติบโตจำนวนผู้ใช้บริการปีบัญชี 2563 ของ AOT กำหนดไว้ที่ 4.7%  ทุก 1% ของผู้ใช้บริการต่ำกว่าคาด จะกระทบกำไร 1.0% และมูลค่าหุ้น 0.6 บาท

สายการบิน AAV ที่มีความเสี่ยงกระทบมากกว่าสายการบินอื่น พบว่า ทุกๆ จำนวนผู้ใช้บริการต่ำลงกว่าสมมติฐานทุก 1%  จะกระทบต่อผู้ใช้บริการรวม 0.3% และ 0.15% ขณะที่จะกระทบต่อกำไร 75% และมูลค่าหุ้น 0.4 บาท ส่วน BA และ THAI ทุกๆ อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารต่ำกว่าสมมติฐาน 1% จะกระทบขาดทุนเพิ่มขึ้น 75% และ 32% ขณะที่จะกระทบมูลค่าหุ้น 0.5 และ 1.0 บาท ตามลำดับ ภาพรวม ยังคงให้ลงทุน น้อยกว่าตลาด

 

บาทอ่อนค่าแรง ดีต่อหุ้นส่งออก

ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ล่าสุด 30.63 บาท/เหรียญ(สูงสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง) ตั้งแต่ต้นปี 2563 อ่อนค่าราว 2.2% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย ถือว่าสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาคเอเชียที่อ่อนค่าเช่นกัน หลักๆเกิดจากความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนา หากพิจารณาค่าเงินในเอเชียในช่วงที่เริ่มมีประเด็นไวรัสโคโรนา (ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2563 จนถึงปัจจุบัน) พบว่าค่าเงินในเอเชียส่วนใหญ่อ่อนค่า เช่น เงินวอนเกาหลีอ่อนค่า 1.45%, เงินบาท 1%, เงินหยวน 0.94%, เงินรูปีอินเดีย 0.65%, เงินดอลลาร์สิงคโปร์ 0.44%, เงินดอลลาร์ไต้หวัน 0.3%,  เงินริงกิตมาเลเซีย 0.11%, เงินดอลลาร์ฮ่องกง 0.07% เป็นต้น ขณะที่เงินเยนแข็งค่า 1% เนื่องจากนักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven)

ทิศทางของค่าเงินบาท/ดอลลาร์

เงินบาทอ่อนค่าที่อ่อนค่าช่วงสั้นดังกล่าว เชื่อว่าจะเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออก อาทิ

กลุ่มส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร:  เพราะมีสัดส่วนรายได้สกุลเงินสหรัฐฯมากกว่าต้นทุนในการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท หากเงินบาทอ่อนค่าจะช่วยให้รายได้ของบริษัทในหน่วยบาทเพิ่มขึ้น STA([email protected]), KSL([email protected]), TU([email protected]), CPF([email protected]) และ GFPT([email protected])

กลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: รายได้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ แต่มีต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนที่น้อยกว่า เช่น DELTA([email protected]), HANA([email protected]), KCE([email protected]) และ SVI([email protected])

กลุ่มโรงไฟฟ้า: เงินบาทที่อ่อนค่าลงจะทำให้ราคาขายไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น เพราะสูตรการคำนวณราคามีการอ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน ส่งผลให้รายได้จากการขายไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น แต่ หาก ณ สิ้นงวด เงินบาทอ่อนค่ามากกว่า ณ สิ้นงวด ไตรมาส 4/62 จะเกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

กลุ่มสายการบิน: ได้ Sentimemt เป็นหลัก จากประโยชน์ในแง่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาทิ  ต้นทุนน้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบิน เพราะมีการจ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์