GULF จะซื้ออะไรต่อไป

หากให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้น บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ส่วนตัวผมเชื่อนะครับว่า จะต้องมีคำถาม “กัลฟ์ฯ จะซื้ออะไรต่อไป”


หากให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้น บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ส่วนตัวผมเชื่อนะครับว่า จะต้องมีคำถาม “กัลฟ์ฯ จะซื้ออะไรต่อไป”

อะไรต่อไปในที่นี้หมายความว่า อาจจะเป็นหุ้น ในบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

หรืออาจเป็นการเข้าซื้อกิจการ

และ/หรืออาจจะเข้าลงทุนเพิ่มในกิจการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า

ที่มาของคำถามดังกล่าว เพราะมาจากยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตของกัลฟ์ฯ ไม่ได้เป็นในรูปแบบของ Organic Growth ที่จะเป็นการขยายตัวของธุรกิจที่เกิดจากทรัพยากรภายในองค์กร เช่น การเพิ่มยอดขาย การขยายฐานลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการขยายสาขา

ทว่ากลับเป็นการสร้างการเติบโต Inorganic Growth ที่เป็นการควบรวมกิจการ การเข้าซื้อกิจการ

และรวมถึงการลงทุนเพิ่มในกิจการใหม่

ก่อนจะไปควานหาว่า กัลฟ์ฯ จะเพิ่มธุรกิจอะไรให้กับตนเอง เรามาดูโครงสร้างธุรกิจ และสัดส่วนรายได้ของกัลฟ์ฯ กันครับ

โครงสร้างธุรกิจหลักของกัลฟ์ฯ หลัก ๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ด้าน

เริ่มจากด้าน “ธุรกิจพลังงาน” ที่ยังถูกวางเป็นธุรกิจหลัก หรือ Core Business ประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้า IPP/SPP ที่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก, พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ และ (กังหัน) ลม มีการทำสัญญากับ กฟผ. ลูกค้าอุตสาหกรรมแบบเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าระยะยาว (PPA) ทำให้รายได้เกิดความมั่นคง

โครงการโรงไฟฟ้าของกัลฟ์ฯ มีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น เวียดนาม สหรัฐฯ และโอมาน ฯลฯ

ด้านสองคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) ที่กัลฟ์ฯ ได้เข้าไปลงทุนในท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3, มอเตอร์เวย์ เส้นทาง M6 (บางปะอินโคราช) ลงทุนผ่านกิจการร่วมค้า BGSR และเส้นทาง  M81 (บางใหญ่กาญจนบุรี)

และยังมีโครงการ LNG Terminal / LNG-to-Power

ธุรกิจในด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายกิจการเป็นสัญญานับสิบ ๆ ปี ทำให้ช่วยสร้างรายได้แบบระยะยาว

อีกด้านของโครงสร้างธุรกิจกัลฟ์ฯ คือ “ธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี” ที่ประกอบด้วย ดาต้า เซ็นเตอร์, คลาวด์, Digital Infrastructure รวมถึงการลงทุนใน “อินทัช (INTUCH) ก่อนหน้านี้ จนได้ถือหุ้นใหญ่ใน ADVANC, ธุรกิจโทรคมนาคม และ Digital ecosystem

ธุรกิจด้านล่าสุดนี้ ถูกจัดเป็น New S-Curve” ที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับกัลฟ์ฯ อย่างมีนัยสำคัญ

อาจจะมีคำถามเพิ่มว่า แล้วที่กัลฟ์ฯ เข้าลงทุนในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ล่ะ…?

คำตอบคือ กัลฟ์ฯ ซื้อหุ้นใน KBANK นั้น จะบันทึก “เงินปันผล ไปอยู่ในบรรทัด ส่วนแบ่งกำไร/เงินปันผลจากการลงทุนในงบกำไรขาดทุน จึงไม่ถูกนับเป็นรายได้จากการดำเนินงานหลัก ส่วนเงินปันผลที่จะได้รับในงวดครึ่งหลังปี 68 เกือบ 3 พันล้านบาท จะคิดเป็น 3-4% ของกำไรสุทธิของปี 68 เท่านั้นเองครับ

หลังดูโครงสร้างธุรกิจของกัลฟ์ฯ แล้ว เราดูโครงสร้างรายได้กันต่อครับ

รายได้หลัก ๆ ยังคงมาจากพลังงานไฟฟ้าประมาณ 70-80% รองลงมาคือ โครงสร้างพื้นฐาน จะมีสัดส่วนระหว่าง 10-15% และด้านดิจิทัลฯ ราว ๆ 10-20%

ประเด็นที่น่าสนใจนะครับ คือ แนวโน้มสัดส่วนรายได้จากพลังงานไฟฟ้าของกัลฟ์ฯ น่าจะค่อย ๆ ปรับลง

และการปรับลงที่ว่านี้ไม่ใช่หมายความว่ารายได้ลดนะครับ

เพียงแต่ “สัดส่วน” รายได้จากพลังงานไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรายได้ด้านอื่น ๆ จะลดลงเท่านั้น เนื่องจากรายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน และด้านดิจิทัลฯ มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่านั่นเอง

กลับมาสู่คำถามที่ว่า แล้วกัลฟ์ฯ จะซื้อหรือเข้าลงทุนในกิจการอะไรต่อไป

เคยมีนักลงทุนถามนำว่า มีโอกาสที่กัลฟ์ฯ จะซื้อพวกคอนซูเมอร์ไหม เช่น ค้าปลีก หรืออาจจะเป็นธุรกิจอาหาร ธุรกิจโรงพยาบาลไหม

คำตอบคือ ธุรกิจประเภทที่ว่านี้แทบจะตัดทิ้งไปได้เลย โอกาสน้อยมากครับ

เพราะกัลฟ์ฯ จะไม่จะเข้าไปทำธุรกิจใหม่แบบเสี่ยง แต่ใช้วิธีต่อยอดจากโครงสร้างธุรกิจของตนเองที่มีอยู่ ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกิจการที่เข้าซื้อจะต้องต่อยอดในเชิงของ Ecosystem หรือระบบนิเวศทางธุรกิจตนเองได้

ที่สำคัญน่าจะต้องมีอำนาจควบคุม หรือบริหารได้

Back to top button