
กกร. หั่น GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.2–1.6% เซ่นน้ำมันแพง
กกร. ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือ 1.2–1.6% จากราคาน้ำมันพุ่ง ดันเงินเฟ้อสูง กระทบต้นทุนผลิต การบริโภค ส่งออก และท่องเที่ยว ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 เม.ย.69) ผลการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และนายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงข่าว
ที่ประชุมเน้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูง (stagflation) สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง โดยความเสี่ยงสำคัญคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค
เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2569 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 2.0% – 3.0% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 0.2% – 0.7% จากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ขณะที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ ภาคการผลิตที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านโลจิสติกส์ (logistics disruption) ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคนในช่วงสามเดือนข้างหน้า
โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไทย ปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 1.2% – 1.6% จากเดิมคาดว่าจะโตที่ 1.6% – 2.0% อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมิน หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ในการประชุมวันนี้ กกร. ได้รับเกียรติจาก นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมแสดงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใส ปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบโดยกระจายแหล่งนำเข้าทั่วโลก เพื่อทดแทนตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นให้รองรับน้ำมันดิบหลากหลายและเดินเครื่องเกิน 100% รวมถึงเพิ่มการผลิตดีเซลจากปกติ 7% และบริหารจัดการปริมาณสำรองให้เหมาะสม โดยเร่งกระจายน้ำมันผ่านระบบขนส่งครบทุกช่องทาง และให้บริการสถานี PTT Station กว่า 2,409 แห่ง อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กกร. ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่ง “Connect the dots” เชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน
จากผลกระทบที่เกิดขึ้น กกร. จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้
มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศ
นอกจากนี้ ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม “กันชน” หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน (Resilience) โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand
กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร. ระบุว่า ปี 2568 GDP อยู่ที่ 2.4% ส่งออก 12.9% และเงินเฟ้อ -0.1% ขณะที่ประมาณการปี 2569 ณ เดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569 คาดว่า GDP อยู่ที่ 1.6% – 2.0% ส่งออก -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้อ 0.2% – 0.7% และประมาณการล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2569 คาดว่า GDP อยู่ที่ 1.2% – 1.6% ส่งออก -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้อ 2.0% – 3.0%
สำหรับสมมติฐานหลัก ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ราว 88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 2. ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลอยตัว และ 3. Lower Bound ของเงินเฟ้อที่ 2.0 โดยคาดว่ามีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงครึ่งหนึ่งจากที่เก็บปัจจุบัน
นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (แผน PDP 2026) ของกระทรวงพลังงาน โดยมองว่านอกจากเป็นแผนพลังงานแล้ว ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเสนอให้เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569–2573 ที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน ปฏิรูปกิจการไฟฟ้าสู่ตลาดเสรี เปิดให้เข้าถึงโครงข่ายอย่างเป็นธรรม และเชื่อมโยงแผนกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน
พร้อมทั้งต้องส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ ยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาด และสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินเพื่อช่วยภาคธุรกิจ และ SMEs ปรับตัว โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชน ด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ให้แผน PDP 2026 ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

