เคาะ 5 หุ้นเด่นรับเหมา-นิคมฯ รับยืดลดภาษีนิติบุคคลฯ-ลุ้นโหวตพ.ร.บงบฯวาระ 2-3 ฉลุยวันนี้

เคาะ 5 หุ้นเด่นรับเหมา-นิคมฯ รับยืดลดภาษีนิติบุคคลฯ-ลุ้นโหวตพ.ร.บงบฯวาระ 2-3 ฉลุยวันนี้

วานนี้(12 ก.พ.63) ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาฯและนิคมอุตสาหกรรมขยับขึ้นถ้วนหน้า เนื่องจากได้รับผลดีรัฐบาลขยายสิทธิประโยชน์ลดภาษีรายได้นิติบุคคลฯที่ลงทุนในพื้นที่ EEC จาก 20% เป็น 10%  ขณะเดียวกันนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร ประเด็น พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 มีความชัดเจนขึ้น หลังศาลมีคำวินิจฉัยตัดสินไม่ตีตกกระบวนการร่าง พ.ร.บ.ทั้งหมด แต่ให้กลับไปโหวตในชั้นวาระ 2-3 ใหม่ในวันนี้(13ก.พ.63)

ดังนั้น  “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้นดังกล่าวมานำเสนอ โดยอาศัยบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำของเมืองไทย อาทิ  บล.เออีซี,บล.กรุงศรี,บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส,บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ดังนี้

บล.เออีซี ระบุว่า สัปดาห์นี้ประเมิน SET มีโอกาสรีบาวด์ หลังปัจจัยในประเทศที่ตลาดกังวลคลี่คลายลง จากกรณีความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 มีความชัดเจนขึ้นหลังศาลมีคำวินิจฉัยตัดสินไม่ตีตกกระบวนการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งหมด แต่ให้กลับไปโหวตในชั้นวาระ2-3 ใหม่ในวันนี้(13ก.พ.63)ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวสัปดาห์นี้ที่ 1,520 -1,560 จุด แนะนำเลือกลงทุนเล่นรอบระยะสั้น-กลาง (1-3 เดือน) กับหุ้นที่คาดมีผลประกอบการดีในหุ้น 3 กลุ่ม ดังนี้

โดยแนะนำกลุ่มนิคมที่ได้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนภาครัฐ: คาดจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่องโดยวานนี้ ครม.มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการจูงใจลงทุนใน EEC 1) ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 10% จำนวน 10 รอบบัญชี 2) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรม 4.0 เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 เท่าของที่จ่ายจริง เลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ WHA ,AMATA ,ROJNA

 

บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CK ( ซื้อ เป้า IAA Consensus 25.5 บาท) ได้ Sentiment บวกสภาฯเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.งบปี63 เข้าประชุมสภาใหม่ในวันนี้(13ก.พ.63) ตามคำสั่งวินิจฉัยของศาล ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มรับเหมา เลือก CK เป็น Top pick ผลประกอบการผันผวนน้อยสุดของกลุ่ม เพราะมีเงินลงทุนในบริษัทลูกซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟฟ้า ทางด่วน (BEM), น้ำประปา (TTW) และโรงไฟฟ้า (CKP) จึงมีความมั่นคงของผลประกอบการมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นที่เน้นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.ฎ.ที่เกี่ยวกับการขยายเวลาการจดแจ้งการขอใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ใช้บังคับออกไปจนถึงวันที่ 30 ธ.ค. โดยกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% ลงเหลือ 10% เป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขต EEC

รมว.คมนาคมประกาศเดินหน้าลงทุนโครงการ Mega Projects หลัง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 63 ไม่เป็นโมฆะ โดยจะลงทุนในปีนี้กว่า  3 แสนล้านบาท เตรียมเข็นโครงการมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ วงเงิน 7.90 หมื่นล้านบาทเสนอครม.ในเดือนก.พ.63 และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ N2 เชื่อมต่อถนนวงแหวนรอบนอก กทม.ด้านตะวันออก วงเงิน 1.52 หมื่นล้านบาทเป็นลำดับถัดไป และเตรียมเสนอครม.พิจารณางบฯลงทุน 46 โครงการวงเงิน 1.79 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 64

ความเห็น DBS : เป็น Sentiment บวกกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้เราคาดว่าเมื่อร่างงบประมาณปี 63 ผ่านและมีผลบังคับใช้แล้ว การลงทุนในโครงการภาครัฐจะฟื้นตัวได้ และหนุนให้การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน่าจะเห็นได้ใน 2H63 ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (หุ้นเด่น STEC, CK) และนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA)

 

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กลุ่มนิคม ราคาหุ้นในกลุ่มเฉลี่ยลดลงกว่า 13.8%ytd และยัง Laggard กลุ่มรับเหมาฯที่เผชิญปัญหาเดียวกัน แต่ปีนี้ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 4.5%ytd ซึ่งประเด็นต่างๆ ที่เผชิญเริ่มเห็นทางออกมากขึ้น จึงมีโอกาสรีบาวด์กลับขึ้นมาได้สูง ถือเป็นโอกาสเตรียมเข้าลงทุน แนะนำลงทุน WHA มีรายละเอียดพื้นฐานดังนี้

WHA (FV@B4.89) หลายปัจจัยลบรุมเร้าตลาดหุ้นไทยรวมถึงหุ้นกลุ่มนิคมฯ อาทิการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ไวรัสโคโรนา 2019, และพ.ร.บ.งบประมาณเบิกจ่ายล่าช้ากว่า 5 เดือน กดดันราคาหุ้นกลุ่มนิคมฯปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ต้นปีหุ้นกลุ่มนิคมฯทั้ง AMATA,FPT และ WHA ปรับตัวลงแรงถึง 16%, 9% และ 15% ตามลำดับ(ytd) ขณะที่ SET Index ปรับตัวลงเพียง 3.5% เท่านั้น

โดยฝ่ายวิจัย ชื่นชอบ WHA มากสุดในกลุ่มฯ เนื่องจากตัวธุรกิจมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ เริ่มจากการขายทรัพย์สินเข้ากอง REIT 4.8 พันล้านบาท คาดผลักดันกำไรปี 2562 เติบโต 10.5%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ปี 2563 ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรปี 2563 เดินหน้าสร้าง New High ที่ 3.5 พันล้านบาท (+10.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) หนุนด้วยการขยายพื้นที่เช่าใหม่ 2.5 แสนตรม. และแผนการขายทรัพย์สินเข้ากอง REIT 1.5 แสนตรม.

อีกทั้งผู้บริหารยังเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนโดยการซื้อหุ้นคืนกว่า 26 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยต่อหุ้นที่ 3.20 บาท ซึ่งราคา ณ ปัจจุบัน ถือว่าใกล้เคียงกับทุนของผู้บริหาร หากพิจารณาในเชิง Valuation ถือว่ามีความน่าสนใจมาก เริ่มจาก Upside สูงเกือบ 50%, Dividend Yield มากกว่า 4% ต่อปี และ PER 20F เพียง 10 เท่า จึงถือเป็นโอกาสสะสม

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน