
“กรภัทร” ชี้ SET ผันผวน! แนะสอยหุ้นอิงนโยบายรัฐ “นิคม-สื่อสาร-พลังงาน”
“กรภัทร วรเชษฐ์” ประเมินตลาดหุ้นไทยยังผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยให้กรอบดัชนีที่ 1,470-1,506 จุด พร้อมชูหุ้นอิงนโยบายรัฐ เน้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม สื่อสาร โรงไฟฟ้า-พลังงานเป็นกลุ่มเด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนสะดุดเป็นระยะ
ทั้งนี้ มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลกระทบเชิงจิตวิทยาในระยะสั้น มากกว่าจะเปลี่ยนทิศทางหลักของสถานการณ์ โดยแกนสำคัญยังอยู่ที่ความพยายามผลักดันการเจรจาไปสู่ข้อสรุปด้านสันติภาพ ขณะที่สหรัฐฯ ก็เริ่มส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลายมากขึ้นในบางประเด็น ซึ่งสะท้อนว่าคู่ขัดแย้งยังคงเปิดช่องสำหรับการต่อรองและหาทางออกทางการเมือง
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังทำให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง และพร้อมปรับขึ้นหรือลงตามข่าวที่เข้ามา โดยมองว่าปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย คือ ราคาน้ำมันดิบควรอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างชัดเจน จึงจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะเห็นราคาน้ำมันย่อลงแรง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่เข้ามา ก็สามารถกระตุ้นให้ราคาดีดกลับได้เช่นกัน
สำหรับปัจจัยในประเทศ มองว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลในช่วงวันที่ 9-10 เม.ย. จะเป็นอีกแรงขับสำคัญของตลาด โดยคาดว่านโยบายระยะสั้นจะเน้นการกระตุ้นการบริโภคและภาคบริการ ขณะที่ระยะกลางถึงยาวน่าจะให้น้ำหนักกับการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้หุ้นที่อิงนโยบายภาครัฐมีโอกาสกลับมาโดดเด่น
ทั้งนี้ ประเมินกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะสั้นที่แนวรับ 1,470-1,480 จุด และแนวต้าน 1,495-1,506 จุด โดยมองว่าตลาดยังพอประคองตัวได้ แม้จะต้องแกว่งตัวตามตลาดเอเชียและข่าวต่างประเทศในระยะสั้นก็ตาม
ในเชิงกลยุทธ์กลุ่มที่น่าสนใจภายใต้ธีมการลงทุนของภาครัฐ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และสื่อสาร โดยยกหุ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนและการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ฝั่งการบริโภคระยะสั้นยังมองบวกต่อหุ้นค้าปลีก ไฟแนนซ์ และเครื่องดื่ม
ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้น ประเมินว่าในระยะกลางถึงยาวยังมีความน่าสนใจ แต่ในระยะสั้นอาจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะตัว ทั้งช่วงฤดูกาลขึ้นเครื่องหมาย XD และการรอประเมินผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ซึ่งตลาดคาดว่าอาจเห็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและผลกระทบทางอ้อมจากสงคราม ทำให้ราคาหุ้นธนาคารอาจยังแกว่งตัวในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายเร็วขึ้น โดยเฉพาะหากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าชัดเจนภายในช่วงปลายเดือนเมษายน และการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้หุ้น Domestic Play รวมถึงหุ้นธนาคารกลับมาน่าสนใจมากขึ้น เพราะตลาดจะเริ่มหันไปให้น้ำหนักกับแนวโน้มผลประกอบการในอีก 12 เดือนข้างหน้า หรือภาพปี 2570 มากกว่าความกังวลเฉพาะหน้า
นายกรภัทรระบุอีกว่า หากช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่อาจสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจหลายประเทศและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะถดถอย ดังนั้น แม้ยังเห็นโอกาสการลงทุน แต่ผู้ลงทุนควรบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล และไม่ควรให้น้ำหนักกับมุมมองใดมุมมองหนึ่งมากเกินไป
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในไตรมาส 2/2569 บล.กรุงศรีให้น้ำหนักแบบ “Barbell Portfolio” หรือกระจายพอร์ตเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งแรกเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง ซึ่งจะหนุนผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1-2 และต่อเนื่องไปยังครึ่งปีหลังในบางกลุ่ม ขณะที่อีกฝั่งคือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน แต่ราคาหุ้นปรับลงมามากแล้ว และยังมีศักยภาพฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว
ในมุมมองต่อกลุ่มโรงกลั่น ยอมรับว่าผลกระทบจากความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐยังประเมินได้ยาก โดยเฉพาะกรณีการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อลดค่าการกลั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้นักลงทุนเลือกขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อน อย่างไรก็ดี มองว่าผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาจมีขอบเขตจำกัด และสิ่งที่ยังเป็นข้อเท็จจริงสำคัญคือ กำลังการผลิตในอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะตึงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี หลังจากเกิดความเสียหายและข้อจำกัดด้านการลงทุนซ่อมบำรุงในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยดังกล่าวทำให้มองว่า วัฏจักรของธุรกิจโรงกลั่นและพลังงานยังไม่ใช่เพียงภาพบวกระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างในระยะกลางถึงยาว แม้ความเสี่ยงเชิงนโยบายอาจทำให้ส่วนเกินของกำไรลดลงบ้าง แต่ด้วยภาวะอุตสาหกรรมที่ยังตึงตัว จึงยังเชื่อว่ากลุ่มนี้มีฐานรองรับจากแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง