พาราสาวะถี

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังคงต้องเฝ้าระวังกันเข้มข้นต่อไป ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่จีนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยังมีความกังวล ขณะที่ประเทศไทย ล่าสุด ก็พบผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันเพิ่มอีก 1 ราย ที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนก็คือบุคคลที่รับเชื้อคนดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ได้ระบุว่าเป็นหมอหรือพยาบาล แต่ทางการข่าวยืนยันว่าเป็นแพทย์หญิง ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยโดยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย

อรชุน

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังคงต้องเฝ้าระวังกันเข้มข้นต่อไป ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่จีนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยังมีความกังวล ขณะที่ประเทศไทย ล่าสุด ก็พบผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันเพิ่มอีก 1 ราย ที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนก็คือบุคคลที่รับเชื้อคนดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ได้ระบุว่าเป็นหมอหรือพยาบาล แต่ทางการข่าวยืนยันว่าเป็นแพทย์หญิง ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยโดยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย

แน่นอนว่า คำถามที่ตามมาคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยควรจะต้องป้องกันมิดชิดแล้วรายนี้ทำไมถึงไม่มีการป้องกัน เพราะไม่รู้ว่าคนไข้ที่ตัวเองรักษาป่วยด้วยโรคนี้หรืออย่างไร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีของโควิด-19 ล้วนแต่มีรายละเอียดให้ทีมงานเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุขต้องเก็บข้อมูลให้ครบทุกซอกทุกมุมแล้วสื่อสารให้สังคมคลายความกังวล สงสัย มิเช่นนั้น คนจะปักใจเชื่อว่าไวรัสร้ายตัวนี้มันติดกันง่าย และพาลจะกระทบกับความเชื่อมั่นที่พยายามสร้างกันอยู่ในเวลานี้

ส่วนตัวเลขผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากกรณีดังกล่าว คงไม่ต้องไปพูดถึง ภาคการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเลิกหวังที่จะพึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจากจีน ต้องหันกลับมามองว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างไร ใช้แคมเปญ สร้างแรงจูงใจกันแบบไหน เพราะคนไทยด้วยกันเองในภาวะเช่นนี้ก็คงไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปเที่ยวเหมือนกัน ถ้าเช่นนั้นรัฐบาลจะใช้มาตรการไหนสำหรับการดูแลเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ยวบยาบมากไปกว่าที่เป็นอยู่

เครื่องมือด้านการลงทุนภายในประเทศหลังจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภามาแล้ว จะถูกนำมาใช้กันได้มากน้อยขนาดไหน ในเมื่อ 2 ขาสำคัญคือทั้งส่งออกและท่องเที่ยววูบกันเสียขนาดนี้ ซึ่งการลงทุนดังว่าต้องเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้เกิดแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง ไม่ใช่การแจกสะบัดกับเศรษฐกิจฐานรากแล้วสุดท้ายหาได้เกิดมรรคผลใด ๆ ทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันนี้ลองไปถามกูรูด้านเศรษฐกิจทั้งหลาย คำตอบไม่น่าจะต่างกัน คือทุกคนมองไปที่แนวโน้มของการถดถอยถึงขั้นรุ่งริ่งไม่รุ่งเรืองเฟื่องฟู หากหาคำตอบแบบมักง่ายคือจะให้ทำยังไงได้ในเมื่อปัจจัยภายนอกมันหนักหนาสาหัสขนาดนั้น แต่สำหรับรัฐบาลที่เชื่อมั่นว่าตัวเองมีศักยภาพ ความสามารถในการบริหารบ้านเมือง ต้องสามารถนำพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤติที่กำลังเผชิญได้ มันอาจจะไม่ดีเด่แบบสวนกระแส แต่มันก็ไม่ควรจะแย่จนเกินเยียวยา

ยิ่งพิจารณาไปยังเนื้อในของรัฐบาลผสมหลายพรรค เอาแค่เฉพาะแกนนำหลักเห็นทิศทางการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจแล้วยิ่งเหนื่อยใจ เพราะต่างคนต่างคิด ต่างพรรคต่างทำ โดยมีเป้าหมายเพื่อเก็บตุนคะแนนนิยมไว้รองรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กันยาวครบ 4 ปีหรือไม่ ด้วยเหตุที่ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแม้จะพยายามสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นเอกภาพ คนไทยส่วนใหญ่จึงอยู่อย่างไร้ความหวัง หนทางที่ดีที่สุดคือควักกระเป๋าจ่ายให้น้อยที่สุดซึ่งสวนทางกับความต้องการของรัฐบาล

หลังร่างพ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภาฯ สร้างความสบายใจให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะแล้ว ด่านต่อไปก็เป็นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะซักฟอกกันในวันจันทร์หน้า แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ปลายสัปดาห์นี้ต้องรอลุ้นผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่ จากปมการกู้เงินหัวหน้าพรรค 191 ล้านบาทกันก่อน ถึงตอนนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคยังคงมั่นใจว่าพรรคจะไม่ถูกยุบอย่างแน่นอน

พร้อม ๆ กับยืนยันการเดินหน้าซักฟอกรัฐมนตรีโดยส.ส.ของพรรค ที่ธนาธรย้ำว่าได้วางตัวคนไว้พร้อมและจัดการติวเข้มลูกพรรคกับภารกิจ “พินอคคิโอ” สาวไส้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ มิหนำซ้ำ ยังประกาศลั่นถ้าพรรคถูกยุบก็พร้อมที่จะอภิปรายนอกสภา ถือเป็นแอ็กชั่นที่ต่างคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว ขณะที่อีกด้านก็ยังมีความเคลื่อนไหวล่ารายชื่อคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านเว็บไซต์ change.org ซึ่งมีบรรดาคนดังร่วมลงชื่อกันจำนวนมาก

การขยับในลักษณะนี้ย่อมหนีไม่พ้นถูกตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นความพยายามบิดเบือนและโจมตีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ มุ่งดิสเครดิตก่อนการตัดสินคดี แต่หากมองไปยังวัตถุประสงค์ของการล่ารายชื่อหนนี้ก็น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย การเมืองที่ดีควรเป็นระบบที่เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาต่อสู้แข่งขันกันได้อย่างเสรีเป็นธรรม โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ส่วนการมุ่งกำจัดกลุ่มการเมืองใดๆ ให้สิ้นซากนั้น มีแต่จะทำให้สังคมตึงเครียดรอวันระเบิด

ความสงบจบที่อยู่ร่วมกัน ทางออกที่ดีที่สุดคือการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กว้างที่สุด สนับสนุนให้พรรคการเมืองของประชาชนเข้มแข็ง เลิกคิดเสียทีว่าการยุบพรรคการเมืองหรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองของคนที่คิดไม่เหมือนเราจะนำไปสู่ความสงบในสังคม ต้องยอมรับความเป็นจริงและความจริงสังคมต่างก็รับรู้กันเป็นวงกว้างอยู่แล้วว่า ที่ผ่านมามีความพยายามในการหยุดยั้งหรือทำลายพรรคอนาคตใหม่อยู่จริง โดยผู้มีอำนาจไม่สนใจถึงราคาที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันจ่าย

สิ่งที่ผู้ริเริ่มล่าชื่อต่อต้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ประกาศทิ้งท้ายก็คือ ประชาชนและประเทศไทยบอบช้ำมามากพอแล้ว พอกันทีกับการกดทับเสียงของความเปลี่ยนแปลง อำนาจการตัดสินปัจจุบันและอนาคตต้องอยู่ในมือประชาชนอย่างเรา ไม่ใช่อยู่ที่คนเพียงหยิบมือ นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมนั้น ร่วมกันลงชื่อ เพื่อพาการเมืองไทยไปข้างหน้า “หยุดความพัง ยับยั้งความขัดแย้ง”

หากมองจากสิ่งที่เห็นและเป็นไป พิจารณาจากกระบวนการ ร่วมกับเงื่อนเวลาที่จะมีการตัดสินคดีของพรรคอนาคตใหม่แล้ว แนวโน้มเด่นชัดยิ่งว่า “ไม่น่ารอด” ซึ่งคงไม่อาจไปกล่าวหาได้ว่ามีขบวนการเพื่อทำให้พรรคการเมืองใหม่แห่งนี้พ้นไปจากสารบบ แต่เมื่อมองจากความพยายามไขสือ โดยเลือกที่จะให้คนที่มีหน้าที่ตัดสินคดีที่สำคัญยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจากคำสั่งคสช. และการยื้อไม่ยอมเลือกคนใหม่เข้ามาแทนของสภาลากตั้ง มันทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นี่คือเครื่องมือของเผด็จการสืบทอดอำนาจในการจัดการฝ่ายที่เป็นศัตรู