ถล่มขายบลูชิพ

*การร่วงลงอย่างหนักของดัชนีวานนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้นักเล่นได้รู้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกย่ำแย่เกินจะรับได้! จึงพากันขายหุ้นทิ้งแบบไม่คิดชีวิต หลังมองไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักเล่นเข้าใจบริบทของการลงทุนเที่ยวนี้เต็มไปด้วยความกลัว ซึ่งเป็นไฟต์บังคับที่ทำให้นักเล่นสถาบันต้องหันไปถือเงินสดเยอะขึ้นกว่าเดิมไงล่ะคะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*การร่วงลงอย่างหนักของดัชนีวานนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้นักเล่นได้รู้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกย่ำแย่เกินจะรับได้! จึงพากันขายหุ้นทิ้งแบบไม่คิดชีวิต หลังมองไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักเล่นเข้าใจบริบทของการลงทุนเที่ยวนี้เต็มไปด้วยความกลัว ซึ่งเป็นไฟต์บังคับที่ทำให้นักเล่นสถาบันต้องหันไปถือเงินสดเยอะขึ้นกว่าเดิมไงล่ะคะ

*ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกเฉย ๆ กับการทรุดตัวของดัชนีลงมาปิดที่ระดับ 1,435.56 จุด ลบไป 59.53 จุด หรือลงไป 3.98% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.64 หมื่นล้านบาท เพราะมันอยู่ในประมาณการของเดี๊ยนที่เพิ่งเขียนไปให้ดูเมื่อวันก่อน แถมเมื่อดูจากตัวแปรที่อาจเข้ามากระทบในอนาคต ย่อมต้องเผื่อใจให้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ! จึงต้องแยกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแต่ละกรณีนะจะบอกให้

*เหมือนกับเนื้อเรื่องที่ “โมนิก้า” กำลังจะเล่าให้ฟังแบบจุใจคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มหุ้นบลูชิพประเภทต่าง ๆ เพื่อทำการจำแนกให้นักเล่นเห็นว่า หุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะโดนเทขายออกมาเรื่อย ๆ เพราะหมดโปรช่วงของการฮันนีมูนไปนานแล้ว และยังไม่มีวี่แววจะมีการต่อโปรจากนักเล่นแกนหลัก เดี๊ยนถึงมองเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในรอบนี้..ไม่มีอะไรน่าพิสมัยเลยพับผ่าซิ..โรบิน!

*ข้อมูลข้างต้นทำให้เดี๊ยนต้องพูดถึงการทิ้งดิ่งของ SET50 ลงมายืนปิดที่ 962.25 จุด ลบไป 41.26 จุด หรือลงไป 4.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.86 หมื่นล้านบาท เท่ากับเป็นการย้ำหัวหมุดหุ้นบลูชิพไม่เป็นที่ปรารถนาอีกต่อไป และเมื่อขยับไปดูรายละเอียดของมุมที่กว้างขึ้นอีกนิดหนึ่งจะเห็นว่า SET100 ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายคิดเป็น 73% ทั้งตลาด ก็ทิ้งตัวลงมาปิดที่ระดับ 2,109.99 จุด ลบไป 91.10 จุด หรือลงไป 4.14% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.53 หมื่นล้านบาทเชียวนา!

*ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อเจาะลึกลงไปยัง SETHD ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้นปันผลเด่นไว้เป็นทางเลือกของการลงทุนกลับพบว่า โดนถล่มหนักไม่แพ้กับดัชนีข้างต้นเสียด้วย จนสุดท้ายลงมานอนกองอยู่ที่ระดับ 1,026.55 จุด ลบไป 44.50 จุด หรือลงไป 4.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.30 หมื่นล้านบาท ยิ่งทำให้เห็นว่านักเล่นไม่ให้ความสำคัญกับหุ้นปันผลเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วนะตัวเอง

*ตรงนี้ขยายความได้จาก SETWB ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของ 30 หุ้น 7 หมวด ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก และเป็นธุรกิจที่ต่างชาติชอบมากเป็นพิเศษ เพราะการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้มีผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) แต่สุดท้ายกลับร่วงลงมาปิดที่ 885.99 จุด ลบไป 44.43 จุด หรือลงไป 4.78% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.47 หมื่นล้านบาท แถมเป็นดัชนีที่ลงมากสุดเมื่อทำการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แบบนี้..เดี๊ยนคงเม้าท์ได้แค่ว่า หมดหวัง ? พะยะค่ะ

*ขนาดหุ้นน้องใหม่ CRC ถูกออกแบบให้มีกรีนชูเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ยังโดนถล่มแบบคนไม่มีเยื่อใยกันเลยแบบนี้ “โมนิก้า” ถือเป็นเอฟเฟ็กต์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะผลกระทบจากไวรัสมรณะมันรุนแรงเกินจะประเมินจริง ๆ เดี๊ยนถึงต้องถามนักเล่นกันอีกครั้งว่า การลงมายืนปิดที่ 36.50 บาท ลบไป 4.75 บาท หรือลงไป 11.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.69 พันล้านบาท มันใช่จุดต่ำสุดของการเล่นเที่ยวนี้จริงไหม ?

*เช่นเดียวกับในรายของน้องมิ้น MINT ถูกดัมพ์หนักแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเลย จนหุ้นลงมายืนปิดที่ 28.75 บาท ลบไป 3.25 บาท หรือลงไป 10.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.03 พันล้านบาท พร้อมกับทำราคาต่ำสุดในรอบ 4 ปี 4 เดือน และส่อแววกำไรในปี 2563 น่าจะลดฮวบอย่างมีนัยสำคัญ “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับพิจารณาค่า P/E 17 เท่าเทียบกับก่อนหน้านี้อยู่แถว P/E 27 เท่า เหมาะต่อการเก็บใส่พอร์ตไหมเอ่ย ?

*ตบท้ายกันที่ BPP ถูกถล่มขายจนลงมายืนปิดที่ 12.30 บาท ลบไป 1.60 บาท หรือลงไป 11.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 245 ล้านบาท พร้อมกับทำ all time low อย่างรวดเร็ว “โมนิก้า” กลับมองเป็นเกมหนีตายของพวกกองทุนมากกว่าประเด็นไหน ๆ จึงอยากให้แฟนคลับลองประมวลความคิดดูอีกครั้งว่า หุ้นไฟฟ้าตัวนี้เทรดบน P/E 11 เท่า มันถูกเกินไปหรือเปล่า ? หรือคิดว่าเดี๋ยวมีราคาถูกกว่านี้หรือเปล่า ?..ลองแชร์ความคิดเห็นกันดูนะจ๊ะ