ดาวน์เกรดหุ้นไทย

*ไป ๆ มา ๆ สิ่งที่ทำให้ “โมนิก้า” กังวลใจมากสุด ก็เกิดขึ้นจนได้ หลังโบรกฯ ฝรั่งเริ่มออกบทวิเคราะห์ตัดหางปล่อยวัดหุ้นไทยอย่างเป็นทางการ และเหตุผลที่ทำให้โบรกฯ ฝรั่งแสดงความคิดเห็นเช่นนั้นออกไป ก็เป็นผลมาจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่โดนใจ แถมเมื่อเทียบกับผลงานของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า เดี๊ยนเลยไม่มีอะไรไปโต้แย้งทั้งสิ้นเจ้าค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ไป ๆ มา ๆ สิ่งที่ทำให้ “โมนิก้า” กังวลใจมากสุด ก็เกิดขึ้นจนได้ หลังโบรกฯ ฝรั่งเริ่มออกบทวิเคราะห์ตัดหางปล่อยวัดหุ้นไทยอย่างเป็นทางการ และเหตุผลที่ทำให้โบรกฯ ฝรั่งแสดงความคิดเห็นเช่นนั้นออกไป ก็เป็นผลมาจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่โดนใจ แถมเมื่อเทียบกับผลงานของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า เดี๊ยนเลยไม่มีอะไรไปโต้แย้งทั้งสิ้นเจ้าค่ะ

*ประสานกับก่อนหน้านี้เคยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อยังเป็นเพียงเรื่องเลื่อนลอยในอากาศ “โมนิก้า” ถึงพยายามชี้เป้าให้นักเล่นเพิ่มความระวังเมื่อดัชนีวิ่งเข้าใกล้ 1,300 จุด เพราะบริเวณนี้เป็นจุดที่เขาเรียกกันว่า “โอเวอร์แอ็กติ้ง” หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นมานิดหนึ่งคือ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยไม่ซัพพอร์ตการขึ้นมายืนบริเวณนี้น่ะซี

*ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจที่แรงซื้อจากกองทุนเริ่มแผ่วลงเรื่อย ๆ จนเป็นเหตุให้ดัชนีทรุดลงมาปิดที่ระดับ 1,280.40 จุด ลบไป 14.15 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.66 หมื่นล้านบาท เพราะตัวเลขคร่าว ๆ ที่ทุกคนรับรู้คือ กำไรรวมทั้งตลาดไตรมาส 1 ปี 63 ลดลง 60% “โมนิก้า” มองเป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้หุ้นบลูชิพตกเป็นเป้าหมายหลักในการถูกถล่มขายจากบรรดากองทุนนะจะบอกให้

*ขนาดแบงก์สีฟ้า KTB ยังโดนจัดหนักแบบไม่ต้องร้องขอชีวิต น่าจะเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้นักเล่นสำเหนียกถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจยังมีมากมายหลายเรื่อง “โมนิก้า” ถึงพยายามให้แฟนคลับอ่านเกมหุ้นไปทีละสเต็ป และอย่าคาดหวังอะไรที่สวยหรูไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะการที่หุ้นลงมายืนปิดบริเวณ 10 บาท ลบไป 0.50 บาท หรือลงไป 4.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.01 พันล้านบาท มันส่งสัญญาณทางอ้อมว่าเศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วงนะคะ

*เช่นเดียวกับในรายของ BEM พยายามวิ่งฝ่าขึ้นไปปิดเหนือแนวต้าน 10 บาทมาสองสามวัน แต่สุดท้ายก็ทานกระแสแรงขายไม่ไหว เพราะของมันเห็นกันทนโท่ว่าในช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวันลดฮวบฮาบ จนมองไม่เห็นหนทางที่จะทำให้คนใช้บริการกลับมาดีเหมือนเดิม จึงโดนพวกขาประจำขายทิ้งอีกรอบ (ขึ้นมาเยอะ) พร้อมกับฉุดราคาหุ้นลงมาปิดที่ 9.50 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 3% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 766 ล้านบาท ไม่น่าแหย่มือเข้าไปรับหรอกค่ะ

*คล้ายกับกรณีของ CENTEL ถูกขายแบบไม่มีเยื่อใย ก็เป็นผลมาจากโดนโควิดเล่นงาน จนผลงานของบริษัทเละเทะในทันทีนั้น “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องของไทม์มิ่งไม่เอื้อให้ทำธุรกิจ ผสานกับมองไม่เห็นโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น วานนี้ถึงโดนสาดหุ้นทิ้งอีกรอบ จนลงมานอนปิดที่ระดับ 19 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 3.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 75 ล้านบาท มันเป็นจังหวะของการ “เก็บคอ งอเข่า” เพื่อเซฟตัวเองนะจะบอกให้

*ส่วนรายที่มีอาการหนักสุดน่าจะเป็นน้องมิ้น MINT เพราะต้องแบกรับภาระหนี้เยอะแยะ แถมธุรกิจโรงแรมก็เปิดไม่ได้ “โมนิก้า” ถึงมองการอ่อนตัวลงมายืนปิดที่ระดับ 18.50 บาท ลบไป 0.80 บาท หรือลงไป 4.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 832 ล้านบาท น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงรอบใหม่ พร้อมกับทำให้แวลูของหุ้นลดลงไปเป็นจำนวนมาก บวกกับไม่รู้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกลับมาปกติเมื่อไหร่ ? มันไม่น่าเสี่ยงเลยนะคะ

*เช่นเดียวกับแรงขายที่เกิดขึ้นกับ HANA ในช่วงสองวันนี้มันเป็นสถานการณ์ที่บีบคั้นให้นักเล่นต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม เพราะตัวเลขกำไรที่ลดลงมากกว่า 30% มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ถดถอย “โมนิก้า” ถึงรู้สึกกังวลใจเมื่อเห็นราคาหุ้นลงมายืนปิดที่ 28 บาท ลบไป 1.75 บาท หรือลงไป 5.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 275 ล้านบาท ไม่คุ้มกับการเข้าไปช้อนหุ้นเมื่ออ่อนตัวเจ้าค่ะ

*หนักสุดคงเป็นในรายของเจ้าจำปี THAI โดนขายใส่ตั้งแต่เช้จรดเย็น จนราคาหุ้นลงมาปิดที่ระดับ 4.78 บาท ลบไป 0.42 บาท หรือลงไป 8% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 207 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องความไม่มั่นใจที่มีต่อแผนฟื้นฟูกิจการ จึงทำให้นักเล่นยอมตัดขายหุ้นออกไปก่อน เพราะนับวันก็มีแต่ข่าวที่ออกมาในโทนลบเป็นหลัก และหนักสุดถึงขั้นมีเสียงเม้าท์มอยกันว่า เดี๋ยวจะโดนปล่อยให้ล้มละลายนะคุณพี่