“อาเซียน” นัดประชุมทางไกล รมต.ศก. สมัยพิเศษ หารือต่อ แผนรับมือ-ฟื้นฟูผลกระทบ “โควิด”

"อาเซียน" นัดประชุมทางไกล รมต.ศก. สมัยพิเศษ 4 มิ.ย.นี้ หารือต่อ แผนรับมือ-ฟื้นฟูผลกระทบ "โควิด-19"

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาเซียนกำหนดจัดประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนสมัยพิเศษ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) สมัยพิเศษ ว่าด้วยโควิด-19 (Special AEM and Special AEM Plus Three on COVID-19) ผ่านระบบทางไกล ในวันที่ 4 มิ.ย.63

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ได้มอบหมายให้นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมฯ

นางอรมน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะร่วมกันหาแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้มอบหมายไว้ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ในการประชุมสุดยอดอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ให้สมาชิกหารือแนวทางการรักษาความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตโลก

ทั้งนี้ เพื่อให้การค้าเดินหน้าต่อไปได้ และการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็นราบรื่น เนื่องจากที่ผ่านมา หลายประเทศนำมาตรการจำกัดการค้ามาใช้จากความจำเป็นด้านสาธารณสุข ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้มาตรการทางการค้า และแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการรับมือกับโควิด-19 เพื่อให้อาเซียนพร้อมรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) จะมีการหารือแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตินี้เช่นกัน

โดยอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนในปี 2562 มีมูลค่าการค้ารวม 107,928 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 62,904 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 45,024 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเกินดุล 17,880 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ส่วนตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่การค้าระหว่างไทยกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีมูลค่า 79,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 57,780 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 13,367 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ