“ศูนย์วิจัยกสิกรฯ” คาดปรับลดดบ. ช่วยลูกหนี้เฟส 2 กระทบรายได้แบงก์ 1-2 พันลบ. ในไตรมาส 3

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะเน้นดูแลในเรื่อง “ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บุคคลรายย่อย” โดยเน้นการ “ลดดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้รายย่อย” ของแบงก์และนอนแบงก์ ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยใน 2 ส่วน ได้แก่ 1. การ “ลดเพดานดอกเบี้ย” สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เริ่มมีผล 1 ส.ค.63 และ 2. การ “ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม” สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ลงทะเบียนเข้าโครงการเพื่อรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่าง 1 ก.ค.-31 ธ.ค.63

นอกจากนี้มาตรการเฟส 2 ยังเน้นไปที่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งมักจะมีภาระผ่อนต่อเดือนสูง เพื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายมีภาระผ่อนต่อเดือนน้อยลง ระยะเวลาผ่อนนานขึ้น และมีความสามารถในการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับกระแสรายได้ของตนเองมากขึ้น

สำหรับในมุมของลูกหนี้นั้น มาตรการเฟส 2 จะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดภาระทางการเงิน และเหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนหนี้ของตน โดยลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการเดิม และลูกหนี้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ มาก่อน

อย่างไรก็ดีเงื่อนไขสำคัญสำหรับลูกหนี้ที่จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการเฟส 2 ก็คือ จะต้องเป็นลูกหนี้ปกติ ณ วันที่ 1 มี.ค.63 (ไม่เป็นลูกหนี้ NPLs หรือค้างชำระหนี้เกิน 3 เดือน) และต้องมีความสามารถในการผ่อนชำระคืนหนี้ตามภาระหนี้ใหม่ภายใต้มาตรการเฟส 2

ขณะที่ในมุมของสถาบันการเงินนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดำเนินการตามแนวทางการช่วยเหลือสำหรับลูกค้ารายย่อยระยะที่ 2 ของธปท. จะเป็นภารกิจเพิ่มเติมของสถาบันการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี นอกเหนือไปจากการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสภาพคล่องกับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs  อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลตามแนวทางดังกล่าว จะเพิ่มแรงกดดันให้กับสถาบันการเงิน เพราะมีผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 3/63

สำหรับผลต่อธนาคารพาณิชย์นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยตามมาตรการเฟส 2 จะมีผลกระทบผ่าน 2 ช่องทางต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามเพดานใหม่สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่เป็นวงเงินหมุนเวียน และจะต้องปรับลดดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมให้กับกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่เข้าร่วมมาตรการเฟส 2 ซึ่งแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้ารายย่อยในช่วงไตรมาส 3/63 จะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.8-1.5% ของรายได้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 3/63

นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามในไตรมาส 3/63 จะเป็นสถานการณ์ของลูกหนี้ที่เข้ารับความช่วยเหลือตามมาตรการเฟสแรกว่า จะสามารถกลับมาผ่อนชำระหนี้คืนได้มาก-น้อยเพียงใด ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ อาจทำให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่เลือกที่จะขอขยายเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ต่อ ซึ่งตัวแปรดังกล่าวจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนสถาบันการเงินอื่นๆ ทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจและนอนแบงก์ ต้องวางแผนเพื่อช่วยเหลือลูกค้า ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อผลประกอบการไปในเวลาเดียวกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้ระบบธนาคารพาณิชย์จะเผชิญโจทย์ท้าทายต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 63 ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อสถานะของลูกค้า รวมถึงผลจากเดินหน้ามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าตามแนวทางของทางการ อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีการวางกลยุทธ์/ปรับแผนการทำธุรกิจอย่างรอบคอบ มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ประกอบกับมีฐานเงินกองทุนและเงินสำรองในระดับสูง

โดย ณ สิ้นเดือนเม.ย.63 ธ.พ. ไทยมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,616,162 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 18.9% ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงขั้นต่ำของธปท.ที่ 11.0% ขณะที่สัดส่วนสำรองที่มีอยู่ต่อ NPLs อยู่ที่ 140% ซึ่งเพียงที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ ในระยะที่เหลือของปีได้