เปิด 3 แบงก์ใหญ่ รับอานิสงส์ ธปท.ดัน SMEs Secure+ สู้วิกฤตต้นทุนพลังงาน

“บล.ดาโอ” คงคำแนะนำ “มากกว่าตลาด” กลุ่มธนาคาร หลัง ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ผ่านการผ่อนปรนภาระหนี้เดิม และการเติมสภาพคล่องใหม่ภายใต้กรอบ SMEs Secure+ พร้อมชู KTB, KBANK และ BBL เป็นหุ้นเด่นกลุ่ม


ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่กระทบภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในมิติของการผ่อนปรนภาระหนี้เดิม และการเติมสภาพคล่องใหม่เพื่อประคองกิจการในช่วงเปราะบาง

มาตรการดังกล่าวแม้จะไม่ได้สร้างแรงบวกขนาดใหญ่ในทันที แต่บล.ดาโอให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มธนาคาร หลัง ธปท.ผลักดันมาตรการช่วยลูกหนี้จากผลกระทบราคาพลังงาน และมีโอกาสที่สินเชื่อจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงการไหลไปสู่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อาจลดลงในระยะถัดไป โดยเฉพาะสินเชื่อใหม่ภายใต้กรอบช่วยเหลือ SME

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ธปท. ขอให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมโดยมี รายละเอียดดังนี้

1.สินเชื่อเดิม ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (preemptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่าย เฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับ สินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และ รถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล

2.สินเชื่อใหม่ ธปท. ให้ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพ คล่อง โดยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost นอกจากนี้ ยังให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่มเติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

บล.ดาโอประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้มสินเชื่อที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงที่จะเกิดเป็น NPL ลดลง โดยข้อ 1.เป็นการช่วยเหลือกับลูกหนี้ที่มีสินเชื่อเดิม ซึ่งมองเป็นกลางเพราะ เชื่อว่าทุกธนาคารมีการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้แต่ละรายตามภาวะ เศรษฐกิจอยู่แล้ว

ข้อ 2 สำหรับสินเชื่อใหม่มีโครงการ SMEs Secure+ เข้ามาช่วยหนุน (เพิ่มเติมจากโครงการ SMEs Credit Boost) ซึ่งสามารถนำสินทรัพย์ที่เป็น non-core asset มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ (ปกติธนาคารจะใช้ หลักทรัพย์ค้ำประกันจาก core asset) ซึ่งจะทำให้คาดว่ากลุ่มธนาคารมี โอกาสที่จะปล่อยสินเชื่อ SME เพิ่มมากขึ้นได้ โดยเราเรียงลำดับสัดส่วนสินเชื่อ SME จากมากไปน้อยคือ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ที่ 24%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่ 16%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ที่ 16%, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ 10% และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ 7%

แม้ภาพรวมจะยังเป็นเพียงแรงหนุนระดับ “บวกเล็กน้อย” แต่สิ่งที่น่าจับตาคือมาตรการนี้อาจช่วยพยุงคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารได้ในระยะต่อไป เพราะหากลูกหนี้สามารถเข้าถึงการผ่อนปรนหนี้เดิมได้เร็ว และได้รับสภาพคล่องใหม่ทันเวลา โอกาสที่หนี้จะไหลลงไปเป็น NPL ก็มีแนวโน้มลดลง

บนมุมมองดังกล่าว ดาโอยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ระดับ “มากกว่าตลาด” และเลือก KTB, KBANK และ BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม

สำหรับ KTB ให้ราคาเป้าหมายที่ 38.00 บาท อิงมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (PBV) ปี 2569 ที่ 1.10 เท่า โดยมีจุดแข็งจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง เนื่องจากเน้นปล่อยสินเชื่อภาครัฐซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และช่วยรองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีกว่าหลายธนาคารในกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับราว 6% ไม่รวมเงินปันผลพิเศษ

ด้าน KBANK ให้ราคาเป้าหมายที่ 225.00 บาท อิง PBV ปี 2569 ที่ 0.88 เท่า โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการซื้อหุ้นคืนที่ช่วยพยุงราคาหุ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 6% เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูงสุดในกลุ่ม จึงถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกเด่นหากมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวชัดเจนขึ้น

ส่วน BBL ให้ราคาเป้าหมายที่ 195.00 บาท อิง PBV ปี 2569 ที่ 0.62 เท่า โดยยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่าถูกที่สุดในกลุ่ม ซื้อขายเพียงราว 0.56 เท่าของ PBV และยังมีจุดเด่นเรื่องความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน จากการมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย หรือ Coverage Ratio สูงที่สุดในกลุ่มที่ 324% ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจไม่ลดลงในปีนี้ ยิ่งช่วยหนุนภาพรายได้และความสามารถในการต้านทานความผันผวนทางเศรษฐกิจ 

Back to top button