‘กำไร’ ไม่สำคัญเท่า ‘แนวโน้ม’

การแถลงผลประกอบการไตรมาสสองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว  ซึ่งแน่นอนว่า โควิด-19 คงจะพ่นพิษต่อผลกำไรของบริษัทกันถ้วนหน้า  ด้วยการรับรู้เช่นนี้ มีความเป็นไปได้มากว่า ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้คาดหวังต่อกำไรบริษัทมาก และในขณะที่ข่าวร้ายเกี่ยวกับโควิด-19 ยังไม่สร่างซาลง สิ่งที่ตลาดอยากจะได้ยินน่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวมากกว่า

พลวัตปี 2020 : ฐปนี แก้วแดง (แทน)

การแถลงผลประกอบการไตรมาสสองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว  ซึ่งแน่นอนว่า โควิด-19 คงจะพ่นพิษต่อผลกำไรของบริษัทกันถ้วนหน้า  ด้วยการรับรู้เช่นนี้ มีความเป็นไปได้มากว่า ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้คาดหวังต่อกำไรบริษัทมาก และในขณะที่ข่าวร้ายเกี่ยวกับโควิด-19 ยังไม่สร่างซาลง สิ่งที่ตลาดอยากจะได้ยินน่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวมากกว่า

จากข้อมูลของ Refinitiv I/B/E/S มีการคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในวอลล์สตรีท จะลดลงถึงประมาณ 44% โดยจะเป็นผลกำไรรายไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะถดถอยครั้งใหญ่เมื่อกำไรของบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงประมาณ 67% ในช่วงไตรมาสสี่ของปี 2551

จากการคาดการณ์กำไรเป็นรายกลุ่ม กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีน่าจะมีกำไรลดลงน้อยสุดเพียง 8% แต่ภาคพลังงานน่าจะมีกำไรลดลงมากสุดถึง 154%   ตามมาด้วยกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งคาดว่ากำไรจะลดลงประมาณ 114%

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่รวบรวมโดยแฟ็กเซตชี้ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กำไรของบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะลดลงเกือบ 45% ส่วนรายได้คาดว่าจะลดลงมากกว่า 10%   บริษัทค้าปลีก พลังงาน และบริษัทอุตสาหกรรมน่าจะมีกำไรและยอดขายลดลงมากสุดเช่นกัน

ผลประกอบการไตรมาสสองถือว่าเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตไวรัสโคโรนา ซึ่งตัวเลขที่ออกมาจะเผยให้เห็นว่า โควิด-19 ได้สร้างความเสียหายต่อกำไรอย่างไรในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่า 30%

ธนาคารและบริษัทการเงินจะเป็นกลุ่มแรกที่จะเปิดเผยผลกำไรไตรมาสสองในสัปดาห์นี้  โดยในสหรัฐฯ เจพี มอร์แกน ซิตี้กรุ๊ป และเวลส์ ฟาร์โกได้แถลงผลประกอบการไตรมาสสองไปเมื่อคืนนี้ หากกำไร และรายได้ดีกว่าคาด คงจะเป็นปัจจัยบวกให้ตลาดได้ แต่จากข้อมูลของ Refinitiv คาดว่าภาคการเงินน่าจะมีกำไรลดลงมากกว่า 52%

การแถลงผลประกอบการของบริษัท เป็ปซี่โค เมื่อวันจันทร์ ที่ดีกว่าคาดทั้งกำไรและรายได้ ได้ทำให้อารมณ์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กระชุ่มกระชวยเล็กน้อย  แม้ว่ายอดขายเป็ปซี่ลดลงเพราะมีการปิดภัตตาคารอย่างแพร่หลาย แต่นักลงทุนกลับมองข้าม และราคาหุ้นเป็ปซี่ได้ปรับตัวขึ้น เพราะว่า ยอดขายของว่างเช่น “เลย์” เพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค

การใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น เป็นประโยชน์กับตลาดของว่าง  จากข้อมูลของนีลสัน ยอดขายมันฝรั่งออนไลน์พุ่งถึง 93.5% ขณะเดียวกันยอดขายแผ่นข้าวโพดทอดกรอบ (tortilla chips) พุ่งขึ้นถึง 101.2% ในสัปดาห์วันที่ 20 มิถุนายน

เรื่องดี ๆ เช่นนี้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขกำไรและยอดขายที่ไม่สวยนัก สามารถทำให้นักลงทุนแสดงปฏิกิริยาในทางบวกได้และอาจเป็นสัญญาณที่ชี้ได้ว่า นักลงทุนไม่ได้เคลื่อนไหวตามผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่พยายามที่จะมองหาแนวโน้มที่ดี ๆ เมื่อไตรมาสสองสิ้นสุดลง

นักวิเคราะห์กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนจับตามองในขณะนี้คือ บริษัทจะมีแนวโน้มในการบริหารจัดการอย่างไร  มีแผนลดต้นทุนหรือไม่ และกิจการมีสัญญาณการฟื้นตัวมากน้อยเพียงไร

ในขณะเดียวกันข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 ก็ยังมีผลต่อการเคลื่อนไหวในตลาดมากเช่นเดิม โดยโฟกัสสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 จะเพิ่มขึ้นขนาดไหน รัฐบาลการบริหารจัดการได้ดีเพียงไร และจะมีการล็อกดาวน์ใหม่หรือไม่ และถ้ามี จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอีกนานเท่าไหร่  แล้วจะมีมาตรการอุดหนุนเศรษฐกิจอีกหรือไม่ และที่สำคัญจะมียารักษาหรือวัคซีนเมื่อไหร่

นอกจากกำไรไตรมาสสองแล้ว สัปดาห์นี้ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค และยอดขายปลีกและการตัดสินใจของ “โอเปกพลัส” ว่าจะลดกำลังการผลิตเท่าเดิมหรือลดน้อยลงหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันและราคาหุ้นพลังงาน

นักเศรษฐศาสตร์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ข้อมูลเหล่านี้จะพลิกผันหรือไม่ และมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคหรือไม่

กำไรไตรมาสสองอาจจะเป็นตัวทดสอบต่อตลาดก็จริง  แต่ในยามนี้ สิ่งที่สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” แต่อยู่ที่ว่า “แนวโน้ม” จะดีหรือร้ายมากกว่า