LPN เปิดยอดขาย “BAAN 365 RAMA III” ไตรมาส 2 ทะลุเป้า มั่นใจหนุนทั้งปีแตะ 800 ลบ.

LPN เปิดยอดขาย “BAAN 365 RAMA III” ไตรมาส 2 ทะลุเป้า มั่นใจหนุนทั้งปีแตะ 800 ลบ.

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่สำหรับบ้านพักอาศัยในระดับลักซ์ชัวรี่ถือว่าได้รับผลกระทบไม่มากนักและตลาดยังพอไปได้ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของตลาดลักซ์ชัวรี่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบด้านการเงินจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและยังมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่จะเลือกซื้อโครงการที่อยู่ในทำเลที่ดี มีความคุ้มค่า มีแนวคิดการออกแบบบ้านและโครงการที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยและตอบสนองรสนิยมส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ยอดขายทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวในโครงการ BAAN 365 RAMA III By LPN ซึ่งเป็นโครงการลักซ์ชัวรี่ระดับราคา 23-90 ล้านบาทของบริษัท ในช่วง 2 ไตรมาสอยู่ในระดับที่น่าพอใจทั้งการขายและโอนเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไตรมาส 1 สามารถทำยอดขายไปได้ 110 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2 ทำยอดขายได้ 260 ล้านบาท จากเป้า 250 ล้านบาท และมียอดโอนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายโอภาสกล่าว

สำหรับในครึ่งปีหลังหากไม่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 จนทำให้ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤติ คาดว่า บริษัทจะสามารถทำยอดขายโครงการ BAAN 365 RAMA III By LPN  ได้ตามเป้าหมายทั้งปีที่ 800 ล้านบาท และเพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อบ้านและทาวน์โฮมในโครงการ บริษัทจึงได้จัดแคมเปญใหม่ล่าสุด”INFINITE SURPRISE” วันที่ 8 เดือน 8 โดยนำบ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ 8 ยูนิต มูลค่ารวม 400 ล้านบาทมามอบข้อเสนอพิเศษพร้อมกับส่วนลดสูงสุด 8 ล้านบาทสำหรับผู้ที่สนใจซื้อโครงการภายในวันที่ 1-31 ส.ค.63 จัดขึ้นที่สำนักงานขายของโครงการตลอดเดือนนี้

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา BAAN 365 RAMA III By LPN ได้จัดกิจกรรม Co-Brand ร่วมกับ VICKTEERUT และ BMW เปิดตัวสินค้าคอลเล็คชั่นใหม่ในซีซั่น Spring & Summer 2020 เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของแนวคิด “Livable Simple Luxury House” ทั้งในงานดีไซน์และวัสดุที่คัดสรรอย่างดี ทำให้สามารถสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่แท้จริง เป็นการผสานกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทั้ง 3 แบรนด์หรู ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายและแนวคิดของโครงการ ช่วยให้แบรนด์ BAAN 365 เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

โดยโครงการ BAAN 365 RAMA III By LPN  มีมูลค่าโครงการประมาณ 3,200 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านพักอาศัยในระดับลักซ์ชัวรี่โครงการแรกของ LPN ซึ่งหลังจากเปิดโครงการมาได้ประมาณ 2 ปีมียอดขายแล้วประมาณ 70% คิดเป็นมูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท โครงการออกแบบภายใต้แนวคิด Livable Simple Luxury House เรียบง่ายแต่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด อยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองในย่านพระราม 3 ใกล้ห้างสรรพสินค้า เดินทางสู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจ  สีลม สาทร สุขุมวิท ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังอยู่ใกล้บางกระเจ้า แหล่งโอโซนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ อีกด้วย

จากความสำเร็จกับการพัฒนาโครงการ BAAN 365 RAMA III By LPN ซึ่งเป็นโครงการบ้านระดับลักซ์ชัวรี่โครงการแรกของบริษัทที่คาดว่าจะสามารถปิดการขายทั้งหมดได้ภายใน 2 ปีครึ่งจากปกติโครงการในระดับราคาดังกล่าวจะใช้เวลาปิดโครงการภายใน 3-5 ปี ทำให้บริษัทมั่นใจในแนวทางการพัฒนาของบริษัท และมีแผนจะเปิดโครงการในแบรนด์ BAAN 365 โครงการต่อไปประมาณต้นปี 2564 บนทำเลแจ้งวัฒนะ เมืองทองธานี เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าระดับบนให้กว้างออกไป” นายโอภาสกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ BAAN 365 RAMA III By LPN   ประกอบไปด้วย บ้านเดี่ยว 3 ชั้น 41 หลัง ราคาเริ่มต้นที่ 44 ล้านบาท บนที่ดิน 56-100 ตารางวา แบ่งเป็น 3 สไตล์ ได้แก่

– The Garden Villa พื้นที่ใช้สอย 340 ตารางเมตร ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวในบริเวณบ้าน The Pool Villa พื้นที่ใช้สอย 490 ตารางเมตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการสระว่ายน้ำส่วนตัว รวมถึงมีห้องนอนผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง และการออกแบบที่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยทุกเจนเนอเรชั่น

– The Pavilion Villa พื้นที่ใช้สอย 490 ตารางเมตร เป็นแปลงที่ดินพิเศษ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำส่วนตัว โดยทุกหลังมีลิฟต์ภายในบ้านอำนวยความสะดวกให้ผู้อยู่อาศัย

– ทาวน์โฮม 4 ชั้นครึ่ง มีจำนวน 58 หลัง ในราคาเริ่มต้น 23 ล้านบาท บนที่ดินขนาด 26 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 310-320 ตารางเมตร ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการจัดวางผังให้แต่ละยูนิตสลับหน้า-หลังกันเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีคลับเฮ้าส์ที่โดดเด่นทางภูมิสถาปัตยกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัสดุเซรามิกผสมผสานแนวคิด Functionalism เหมาะสำหรับชีวิตทุกสไตล์ทั้ง Slow Life และ Fast Move บริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมโอโซนธรรมชาติที่หาได้ยากขึ้นในปัจจุบัน

รวมทั้งการบริหารชุมชนหลังการขายภายใต้แนวคิด “ชุมชนน่าอยู่” ที่ดูแลลูกค้าในทุกระดับตลอดการเข้าพักอาศัย ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการบริหารชุมชนมากว่า 31 ปี ที่สั่งสมเป็นคุณค่าของทั้งผลิตภัณฑ์ (Product Value) และบริการ (Service Value) ในทุกโครงการจะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจและอบอุ่นใจกับการได้อยู่อาศัยในทุกโครงการที่บริษัทดูแลยิ่งในภาวะไม่ปกติ เช่น สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 บริษัทได้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลเจ้าของร่วมอย่างใกล้ชิดและสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในโครงการได้อย่างดี ทำให้ทุกครอบครัวอยู่อย่างปลอดภัย

คำค้น