RML ไตรมาส 2 พลิกขาดทุน-ลุ้น H2/63 โตดี เน้นกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์-เร่งยอดโอนต่างชาติ

RML ไตรมาส 2 พลิกขาดทุน-ลุ้น H2/63 โตดี เน้นกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์-เร่งยอดโอนต่างชาติ

นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังปี 2563 น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีปัจจัยสนับสนุน อาทิ มาตรการการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาท (สิ้นสุด 24 ธ.ค. 63) และแคมเปญกระตุ้นตลาดของผู้ประกอบการอสังหาฯ จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมในการซื้อที่อยู่อาศัย

ขณะที่ทิศทางการซื้อขายที่อยู่อาศัยสำหรับตลาดระดับลักช์ชัวรี่ บริษัทมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อสูง โดยตลาดคอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี่มีระดับราคา 80,000-110,000 บาทต่อตารางเมตร และมีการปรับลดราคาขายเพียง 2-3% เท่านั้น ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรง แต่ไม่เท่ากับการแข่งขันของตลาดระดับกลาง-ล่าง ทำให้ตลาดระดับลักช์ชัวรี่ ยังมีศักยภาพด้านกำลังซื้อ และยังสามารถขายได้อย่างต่อเนื่อง จากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในประเทศ และเป็นโอกาสที่กลุ่มลูกค้าดังกล่าวซื้อเพื่อการลงทุน ด้วยความคุ้มค่าในด้านราคาและคุณภาพของโครงการ ซึ่งถือเป็นผลบวกให้กับบริษัทเพื่อชดเชยยอดการโอนของลูกค้าต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง  บริษัทวางกลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่อาศัยอยู่ในประเทศ พร้อมกับปรับดีไซน์ในแต่ละโครงการ ภายใต้แนวคิด “Design for Living” เพิ่มฟังก์ชั่นพื้นที่ใช้สอยที่หลากหลาย พร้อมนำนวัตกรรมด้านการตลาดมาใช้ในช่องทาง O2O (Online to Offline) ด้วยการนำ Raimon-iConnect เข้ามาให้บริการ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมโครงการแบบเสมือนจริงในแบบ 360 องศา (Virtual Tour) ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ปิดเมืองหรืองดการเดินทาง

ประกอบกับบริษัทยังคงเร่งระบายสต็อกโครงการที่เหลือ พร้อมบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเพื่อเสริมความมั่นคงของสถานะเงินสด บริษัทเชื่อมั่นว่าจากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้บริษัทค่อย ๆ ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2563 บริษัทมีรายได้รวม 625.8 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 887 ล้านบาท จำนวน 261.2 ล้านบาท หรือลดลง 29.4% และบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 130.4 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  54.7  ล้านบาท จำนวน  185.2  ล้านบาท หรือลดลง 338.3%

ส่วนไตรมาส 2/2563 บริษัทมียอดขาย (Presales) 1,322.6 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 241.8 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการจัดโปรโมชั่น Hot Sales ในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตามนโยบายที่ต้องการมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้และรักษากระแสเงินสดในมือให้มีสถานะมั่นคงที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้เร่งระบายสต็อกโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ อาทิ โครงการ The Lofts Asoke, The Diplomat 39, The Diplomat Sathorn,    The River และ Unixx  อีกทั้งยังมี The Lofts Silom ซึ่งเป็นโครงการเพิ่งสร้างแล้วเสร็จมีลูกค้าเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ และทยอยเข้ามาอยู่อาศัย อีกทั้งยังคงมุ่งเน้นการขายไปที่โครงการ The Estelle Phrom Phong, TAIT12, The Lofts Ratchathewi  ส่งผลให้ตัวเลข Presales ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,881.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอดพรีเซลล์ 1,603.4 ล้านบาท

ด้านผลประกอบการในงวด 6 เดือนแรกปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 1,049.4  ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,349.6  ล้านบาท จำนวน 1,300.2  ล้านบาท หรือลดลง 55.3% และมีผลขาดทุน 269.9 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  150.8  ล้านบาท จำนวน  420.7 ล้านบาท หรือลดลง 279%

ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตลดลง โดยเฉพาะรายได้รวมที่ลดลงในไตรมาส 2/ 63 มาจากฐานรายได้พิเศษที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บริษัทมีรายได้จากการขายที่ดินและกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยรวม 92 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ  อีก 88 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้อื่น ๆ และเมื่อเปรียบเทียบรายได้หลักในไตรมาสนี้ มาจากการรับรู้รายได้โครงการอสังหาริมทรัพย์ 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ The River, Mews Yen Akat, The Lofts Asoke และ The Lofts Silom รวม 588.9 ล้านบาท ลดลงจาก 685.5 ล้านบาท หรือลดลง 14.1% เนื่องจากโครงการเดอะ ลอฟท์ สีลม ที่คาดว่าจะมีการโอนรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปีนี้มีลูกค้าต่างชาติเป็นสัดส่วนราว 49% ของมูลค่าโครงการ ทำให้มีการชะลอการรับโอนห้องชุดจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในแง่ของความพร้อมด้านการเงินของลูกค้าบางรายที่ถูกกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ และความไม่สะดวกในการทำธุรกรรมจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563 อยู่ที่ 8,379.1 ล้านบาท รวมทั้งหมด 11 โครงการ ได้แก่ โครงการ Tait12  30.8%, โครงการ The Estelle Phrom Phong 26.6%, โครงการ The Lofts Silom 21.7%,  โครงการ The Lofts Ratchathewi 8%, โครงการ The Lofts Asoke 7.1%,  โครงการ The River 3.7% และโครงการอื่น ๆ 2.2%

คำค้น