พาราสาวะถี

เป็นอันว่ายังไม่มีข้อสรุปในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่มี สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยคลังนั่งเป็นประธาน ประเด็นการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำมูลค่า 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ หลังจากมีปมสำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ให้ส.ส.ที่เป็นกรรมาธิการประกาศท่าทีชัดเจนโหวตไม่เห็นด้วย หากยังมีการดันทุรังขอจัดซื้อกันในช่วงเวลานี้ ที่รู้ดีว่าประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสประชาชนต่อต้านก็หนักหน่วง

อรชุน

เป็นอันว่ายังไม่มีข้อสรุปในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่มี สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยคลังนั่งเป็นประธาน ประเด็นการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำมูลค่า 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ หลังจากมีปมสำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ให้ส.ส.ที่เป็นกรรมาธิการประกาศท่าทีชัดเจนโหวตไม่เห็นด้วย หากยังมีการดันทุรังขอจัดซื้อกันในช่วงเวลานี้ ที่รู้ดีว่าประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสประชาชนต่อต้านก็หนักหน่วง

มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเล่นบทนี้ เพราะการเดินตามเกมของรัฐบาลคือการเอาใจฝ่ายกองทัพมีแต่พรรคของตัวเองจะเข้ารกเข้าพง ทว่าอ่านท่าทีของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ที่ยังแทงกั๊ก ก็พอจะเดาได้ว่าปลายทางผลจะออกมาอย่างไร งานนี้ไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมาธิการชุดใหญ่จะเป็นผู้ชี้ขาด เมื่อมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เพื่อให้กองทัพเรือมาชี้แจงอีกครั้ง เป็นการยืนยันว่าจะจัดซื้อตามกรอบเวลาเดิมหรือขอเลื่อนการจัดซื้อกับทางการจีนออกไปก่อน

จับสัญญาณจากฝ่ายกุมอำนาจโดยเฉพาะผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่พยายามอ้างว่างบในการจัดซื้อเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งก็ท่องคาถาเดียวกันทั้งหมดในองคาพยพที่ต้องการจัดซื้อ คำถามก็คือ แล้วงบประมาณที่อ้างคือกองทัพเรือหาเงินมาจัดซื้อเอง หรือเป็นเงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลนำไปจัดสรรให้กองทัพเรือ อย่าได้อ้างกันข้าง ๆ คู ๆ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่า ในยามที่ประชาชนยังทุกข์ยาก จะดันทุรังกันไปเพื่ออะไร

เสียหน้าไม่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เสียความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนนั้น จะกู่ไม่กลับ มิหนำซ้ำ ยังอาจจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป ไม่ว่าจะวางกลไกเพื่อค้ำยันตัวเองไว้อย่างไร ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เอาด้วยเสียแล้วก็อยู่ยาก ทางที่ดีคือพยายามพูดคุยกับทางการจีนโดยใช้ ดอน ปรมัตถ์วินัย คนเก่งประจำตัวของท่านผู้นำไปเจรจาก็ได้ ยักษ์ใหญ่ของโลกก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คงไม่ใจจืดใจดำกับประเทศไทยแน่นอน

จุดใหญ่ใจความคือ ไม่ได้ไปบอกว่าจะไม่ซื้อแต่ขอความอนุเคราะห์เลื่อนออกไปก่อนซักปีสองปี เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงหรือคุยกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าต้องการจะคุยหรือจะเดินหน้าซื้อกันต่อไป หากไม่ได้จริง ๆ ก็ช่วยให้ทางการจีนประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าด้วยเหตุผลและเงื่อนไขใด ถึงไม่ยอมให้ไทยเลื่อนการซื้อขายเรือดำน้ำดังกล่าวออกไป ถ้าฟังกันชัด ๆ กับข้อตกลงที่เราไปเซ็นรับเงื่อนไขเขามาแล้วมันผูกมัดขนาดนั้น คนก็พร้อมที่จะทำใจยอมรับกันได้

แต่เมื่อฝ่ายโน้นไม่ได้แสดงท่าทีอะไร มีแต่ทางการไทยแสดงออก ไม่ว่าจะผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจหรือคนในกองทัพเรือยกโขยงกันออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวหน้าสลอน มันก็ไม่ได้สร้างความชอบธรรมหรือพึงพอใจให้กับคนส่วนใหญ่ในประเทศแต่อย่างใด ไม่ต้องอ้างเรื่องของการที่บอกว่าเงิน 2 หมื่นกว่าล้านไม่ได้จ่ายล็อตเดียว แต่ผ่อนจ่ายแบบรายปี นาทีนี้หลัก 3 พันกว่าล้านบาทที่จะทยอยจ่ายนั้น หากมันถูกนำไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนอย่างไหนที่จะเป็นประโยชน์กว่ากัน

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ปัจจัยผลกระทบจากโควิด-19 เวลานี้ มันทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก เงินที่รัฐบาลนำมาใช้ทั้งเงินกู้และงบประมาณปกติ ก็จะเห็นได้ว่ายังขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้ มองมุมไหนก็ไม่มีทางที่รัฐบาลหรือกองทัพเรือจะได้รับความเห็นใจ ขนาดพวกเดียวกันเองยังไม่เล่นด้วย มันก็ย่อมสะท้อนให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้มันหนักหนาสาหัสเพียงใด เรื่องนี้ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นเหตุผลด้านปากท้องของผู้คนล้วน ๆ

ไม่ใช่แค่ว่าด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่เท่านั้น หากแต่มันหมายถึงความไม่ไว้วางใจต่อเนื่องมาจากการจัดซื้อจัดจ้างในยุคของเผด็จการที่ผ่านมา ยิ่งกองทัพเรือยกเอาโพลของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งมาอ้างเพื่อหวังจะสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ยิ่งไปกันใหญ่ ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นการจัดตั้งและต่างก็รู้ดีว่าใครพวกไหน และผลที่ยกมาอ้างมันจะเป็นอย่างไร แทนที่จะมีเสียงชื่นชม สนับสนุน กลับกลายเป็นการถ่มถุยและมองเห็นความอยากได้ของฝ่ายที่แถลงไปเสียฉิบ

คงไม่ต้องพูดถึงผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ การอ้างเรื่องผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ทรัพยากรทางทะเลอะไรก็แล้วแต่ มันจะมองข้ามความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปอย่างนั้นหรือ และไม่ต้องมาบอกว่าหากในอนาคตเกิดอะไรขึ้นต้องร่วมกันรับผิดชอบ เอาแค่เวลานี้ที่ประชาชนไม่มีจะกิน และยังไม่เห็นทิศทางว่ามันจะดีขึ้นยังไง ท่านผู้นำและคณะได้แสดงความรับผิดชอบอะไรหรือไม่ ใช้เวลาผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว ยังไม่มีปัญญาทำให้คนอยู่ดีกินดีได้

พอเห็นอาการเครื่องสะดุดของรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ ทุกครั้งก็จะกลายเป็นว่าซีกฝ่ายค้านก็ไม่ได้กุมความได้เปรียบ อย่างที่รู้กันวันนี้ เพื่อไทยกับก้าวไกลฟัดกันอุตลุด เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อกล่าวหาของ รังสิมันต์ โรม ที่ว่าพรรคแกนนำฝ่ายค้านแอบไปยื่นอภิปรายโดยไม่ลงมติไว้ โดยไม่ปรึกษาฝ่ายค้าน เท่ากับเป็นการเปิดเวทีให้ฝ่ายรัฐบาลได้ฟอกตัวเอง ในจังหวะที่ฝ่ายขบวนการคนหนุ่มสาวกำลังไล่ต้อนให้ฝ่ายกุมอำนาจจนมุมอยู่เวลานี้

ไม่เพียงเท่านั้น ยังตามมาด้วยการแสดงความกังขาเรื่องการขับเคลื่อนยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคก้าวไกลขอถอนตัวก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นไม่กี่นาที เรื่องนี้กลายเป็นปมบาดหมางหนัก แต่ก็อีกนั่นแหละในเมื่อพรรคก้าวไกล คิดการใหญ่ไปแตะหมวด 1 และหมวด 2 ก็ย่อมที่จะหาแนวร่วมได้ยาก ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกเดียวกัน เพราะมองแล้วว่า หากเดินกันแนวทางนี้ไม่มีทางที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากอีกฝั่งโดยเฉพาะส.ว.ลากตั้ง

สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือ การที่คนของพรรคดังว่าระบุอย่าล็อกการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ไว้นั้น สิ่งที่คนการเมืองโดยเฉพาะพวกเดียวกันอยากได้ยิน แต่ยังไม่มีคนของก้าวไกลอธิบายให้ชัดก็คือ เปิดล็อกไว้แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ห้ามไว้ชัด พอเดินกันแบบนี้ฝ่ายที่กุมอำนาจเลยลูบปากยิ้มร่า เสียงที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่แล้ว ยิ่งจะไร้พลังในการจัดการขบวนการสืบทอดอำนาจเข้าไปอีก