พาราสาวะถี

นับถอยหลังกันอีกไม่กี่อึดใจ 19 กันยายนม็อบใหญ่จะเกิดขึ้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศจะไม่ให้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่ท่าพระจันทร์ในการจัดกิจกรรม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะตามเป้าหมายของหัวขบวน หากคนหลั่งไหลกันมาเกิน 5 หมื่นคนจะย้ายไปปักหลักกันที่สนามหลวงอยู่แล้ว หรือหากไม่ได้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้พื้นที่อีก ก็หนีไม่พ้นต้องยึดฟุตพาทและท้องถนนเป็นจุดรวมพล งานนี้อยู่ที่มวลชนว่าจะมาเข้ารวมกันมากขนาดไหน

อรชุน

นับถอยหลังกันอีกไม่กี่อึดใจ 19 กันยายนม็อบใหญ่จะเกิดขึ้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศจะไม่ให้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่ท่าพระจันทร์ในการจัดกิจกรรม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะตามเป้าหมายของหัวขบวน หากคนหลั่งไหลกันมาเกิน 5 หมื่นคนจะย้ายไปปักหลักกันที่สนามหลวงอยู่แล้ว หรือหากไม่ได้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้พื้นที่อีก ก็หนีไม่พ้นต้องยึดฟุตพาทและท้องถนนเป็นจุดรวมพล งานนี้อยู่ที่มวลชนว่าจะมาเข้ารวมกันมากขนาดไหน

ไม่มีใครคาดเดาได้ เช่นเดียวกับช่วงเวลานับจากนี้ก่อนที่จะมีม็อบใหญ่ ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเป็นภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ บนพื้นฐานที่ว่ารัฐบาลกำลังประสบปัญหาบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของประชาชนได้ ซึ่งก็พอจะเป็นเงื่อนไขอันจะนำไปสู่การยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารได้ สถานการณ์แบบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ขอให้มีหัวเชื้อเพื่อใช้อ้างคนก่อการก็มีเหตุที่จะชูเป็นความชอบธรรมได้

แต่ก็อย่างว่า บนเส้นทางที่ม็อบคนรุ่นใหม่นักเรียน นิสิต นักศึกษาจุดติดแล้ว ประกอบกับฝ่ายการเมืองบางพวกย้ำหนักแน่น หากเกิดการรัฐประหารจะออกมาต่อต้านแน่นอน ก็ถือเป็นการวัดใจระหว่างฝ่ายเตรียมการกับฝ่ายเตรียมคัดค้าน เมื่อจุดยืนของกลุ่มเคลื่อนไหวชัดไม่เอารัฐประหารและไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ หากมีการเดินสวนทางในสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้อง ก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าเหตุการณ์มันจะจบลงแบบใด

จากเดิมที่บางฝ่ายเชื่อว่าด้วยกรณีของโควิด-19 และสถานการณ์ทุกอย่างที่มันไม่น่าจะเอื้อต่อการรัฐประหาร คนที่ทำย่อมจะต้องเข้ามารับเผือกร้อนที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ทุกอย่างมันย่อมมีเบื้องหลัง รัฐประหารสองหนล่าสุด เกิดจากข้ออ้างเกรงจะเกิดเหตุนองเลือดเพราะมีม็อบสองฝ่ายมาชุมนุม หนนี้ก็เช่นเดียวกัน อีกฝั่งก็พยายามระดมพลแต่เหตุผลที่จะเป็นเหตุให้ปะฉะดะกับคนรุ่นใหม่ดูท่าว่าจะจุดไม่ติด

เรื่องของการหมิ่นสถาบันอันเป็นข้ออ้างหรือการยกมาสาดโคลนฝ่ายที่เห็นต่าง หนนี้น่าจะดูมีน้ำหนักน้อยหรือไร้พลัง ในเมื่อระดับนำของขบวนการคนหนุ่มสาวเริ่มตระหนักแล้วว่า เคลื่อนแบบไหนถึงจะมีพลัง ดังนั้น สิ่งที่เคยเปิดจุดอ่อนก็ต้องหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้คนพวกนั้นจึงหันไประดมล่ารายชื่อมาเพื่อขอคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน แต่กับข้อหาที่โจมตี มีพวกคิดจะแบ่งประเทศ ถือเป็นเรื่องฉกาจฉกรรจ์อย่าสักแต่ว่าพูดเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม ต้องมีหลักฐานเพื่อที่จะเอาผิดด้วย

การสร้างวาทกรรมเพื่อโจมตีโดยที่ไม่มีหลักฐาน เหมือนข้อกล่าวหาชังชาติ มันชัดเจนว่าเป็นเจตนาที่จะปลุกให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ลุกขึ้นมาเข่นฆ่าเพื่อนร่วมชาติ โดยไม่ได้สนใจในข้อเท็จจริง คนที่ท่องคาถารวมไทยสร้างชาติ ต้องไปสะกิดกันแรง ๆ อย่าได้เคลื่อนไหวในลักษณะแบบนี้ เพราะมุกเดิมมันไม่มีใครเชื่ออีกต่อไปแล้ว คนที่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีคือ สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมกร๊วกเมื่อคราวผังล้มเจ้ากำมะลอ น่าจะต้องไปบอกพวกเดียวกันหน่อยว่า อย่าได้เที่ยวโกหกหลอกหลวงใครอีก

ยิ่งกลุ่มเคลื่อนไหวที่เป็นคนรุ่นใหม่ กับข้อกล่าวหาที่ว่ามีท่อน้ำเลี้ยง ก็อย่าได้แค่หาเหตุเพื่อดิสเครดิต ยุคนี้ต้องมีหลักฐานมาประจานหรือดำเนินคดีตามกฎหมายสังคมถึงจะเชื่อ เหมือนอย่างอดีตแกนนำม็อบกปปส.อย่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อุตส่าห์โชว์ความใจกว้างลงมาพบปะกับม็อบนักเรียน สุดท้าย ก็หนีไม่พ้นการกล่าวหาเด็กว่ามีเบื้องหลังโดยการยกเหตุว่า มีคนมาตั้งเวทีให้เสร็จสรรพเรียบร้อย ซึ่งศักยภาพของนักเรียนไม่น่าจะทำได้

อย่าได้แค่กล่าวหา ต้องมีหลักฐานออกมาแสดงให้สังคมเห็นว่าใครหน้าไหนที่หนุนหลังหรือว่าจ้างให้เด็กเหล่านี้มารวมตัว ถ้าไม่มี ก็เท่ากับว่าที่แสดงออกต่อเด็กเหล่านั้นเพราะตัวเองเสียหน้าที่ตอบคำถามเด็กได้ไม่เต็มปากเต็มคำ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ทั้งที่เป็นเจ้ากระทรวงและเป็นถึงเจ้าของโรงเรียนแท้ ๆ แต่ไร้ปัญญาที่จะยกระดับให้การศึกษาของประเทศมีคุณภาพ ก็ย่อมจะรู้อยู่แก่ใจว่า เด็กก้าวร้าว ไร้สมอง หรือผู้ใหญ่มันไร้วิสัยทัศน์และจิตใจคับแคบกันแน่

ความจริงวันนี้ไม่ต้องไปบอกว่าการเคลื่อนไหวของเด็ก ทำไมถึงมีเวทีดีดี มีเครื่องเสียงคุณภาพมาบริการ ไม่ลองไปดูข้อเท็จจริงกันบ้างว่า ผู้ปกครองที่มีฐานะจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะสนับสนุนลูก หลาน ให้ทำกิจกรรมเช่นนี้เพราะทนไม่ได้กับความไม่เอาไหนของผู้บริหารประเทศที่นับวันความเดือดร้อนของประชาชนจะขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน ก็จะพบว่าคนที่มีศักยภาพในเรื่องของทุนทรัพย์แต่ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครองก็พร้อมจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ

ข้อสังเกตจาก อานนท์ นำภา คนที่ถูกจับเป็นว่าเล่นในเวลานี้ น่ารับฟังไม่น้อย คนปราศรัยตอนนี้มีเกือบทุกจังหวัดทุกเวที หน้าใหม่ทั้งนั้น นักเรียนมัธยมก็แหลมคม มีทักษะในการพูด การไปจับแกนนำก็เจอแกนนำย่อยลุกขึ้นมาสู้แทนอีก แบบนี้ฝ่ายความมั่นคงจัดการไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการยังไง แน่นอนว่า ต้องคิดวิธีการกันอยู่ แต่ที่สำคัญที่ยังจัดการไม่ได้คือ ไม่รู้ว่าคนที่จะถูกจัดการในม็อบ เช่น ถ้าจะสลายการชุมนุม ยิงแก๊สน้ำตาไปอาจจะไปโดนลูกของตัวเองที่เรียนหนังสือแล้วมาร่วมชุมนุม หรือไปเจอลูกหลานตัวเอง

อย่าลืมว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้เหมือนคนรุ่นก่อน ม็อบที่เป็นอยู่รู้จักคนเสื้อแดงแต่ไม่รู้จัก ทักษิณ ชินวัตร เวลาอีกฝ่ายกล่าวหาว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังคนเหล่านั้นก็ขำพร้อมตั้งคำถามใครวะทักษิณ มันเลยช่วงวัยของเด็กมัธยมรุ่นนี้ไปแล้ว คนที่อายุ 15 ปีตอนนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วอายุอาจจะแค่ 4-5 ขวบ คนเหล่านี้โตมาก็เห็นประยุทธ์ และค่านิยม 12 ประการ นั่นหมายความว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่ทันการเมืองก่อนหน้า แต่ทันการเมืองที่เห็นและเป็นไปในช่วง 6 ปีกว่าที่ผ่านมานี่แหละ

บทสรุปที่ต้องขีดเส้นใต้และฝ่ายกุมอำนาจหรือสืบทอดอำนาจต้องเข้าใจและยอมรับก็คือ ขบวนการคนหนุ่มสาว ณ ปัจจุบัน ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา เด็กเหล่านี้พูดความจริงไม่โกหกความรู้สึกตัวเอง หากเป็นไปอย่างที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจอ้างจริงว่าไม่ได้มีปัญหากับเด็กแต่มีบางคนบางพวกไปทำให้เด็กมีปัญหากับตัวเอง ให้คิดเสียใหม่ว่าคนรุ่นใหม่เขาจริงใจ พูดตรง ๆ ถ้าท่านผู้นำอ้างว่าตัวเองตรงไปตรงมาและพร้อมรับฟัง ก็ให้กล้ามานั่งรับฟังเด็กอย่างเป็นจริงเป็นจัง อย่าได้เลี่ยงบาลีตีกรรเชียงเหมือนอย่างที่เป็นอยู่