พาราสาวะถี

ผลพวงจากการชุมนุมใหญ่ภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา ยังคงมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองสาย ซึ่งความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ฝ่ายสนับสนุนเผด็จการสืบทอดอำนาจ ก็ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะดิสเครดิตและทำลายความชอบธรรมของฝ่ายเคลื่อนไหว ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็ยังมองเห็นว่าสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องและการกระทำของขบวนการคนหนุ่มสาวในการชุมนุมหนล่าสุดนั้น ไม่มีอะไรที่อ่อนไหวและน่าเป็นห่วง

อรชุน

ผลพวงจากการชุมนุมใหญ่ภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา ยังคงมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองสาย ซึ่งความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ฝ่ายสนับสนุนเผด็จการสืบทอดอำนาจ ก็ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะดิสเครดิตและทำลายความชอบธรรมของฝ่ายเคลื่อนไหว ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็ยังมองเห็นว่าสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องและการกระทำของขบวนการคนหนุ่มสาวในการชุมนุมหนล่าสุดนั้น ไม่มีอะไรที่อ่อนไหวและน่าเป็นห่วง

ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของใครหรือฝ่ายไหนก็ตามในการที่จะสนับสนุนและเห็นต่าง แต่หากมองในข้อเท็จจริงของข้อเรียกร้องจากฝ่ายขบวนการคนหนุ่มสาวแล้ว ต้องยอมรับความเป็นจริงกันว่า ถ้าขีดเส้นใต้จบกันที่ 3 ข้อเรียกร้องหลักคือ หยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภา พร้อมด้วย 2 จุดยืน ไม่เอารัฐประหาร และไม่รับรัฐบาลแห่งชาติ ตรงนี้จะทำให้การเรียกร้องและการเคลื่อนไหวที่จะมีขึ้นต่อไปยังคงแข็งแรงและมีพลังกดดันอย่างมหาศาล

แต่เมื่อมีการพ่วงข้อเสนอที่เกินเลยจากความต้องการของสังคมส่วนใหญ่ และถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหว มันก็เป็นเรื่องง่ายต่อการที่จะถูกอีกฝ่ายที่จ้องโจมตีอยู่แล้ว สามารถหยิบยกมาเป็นประเด็นในการขยายผลและหาแนวร่วมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีหลายคนที่อยู่ในฝ่ายสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาที่ปราศรัยซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากจะให้เป็น และมันก็กลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของพลังที่สร้างขึ้นมาไปในตัว

วันนี้จะเห็นได้ว่าแกนนำที่จัดม็อบและผู้ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีนั้น มีคดีตามมาเป็นพรวนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของคนที่คิดจะเดินบนเส้นทางนี้ ที่จะหนีความรับผิดชอบไม่พ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะตำรวจไทยที่ได้ชื่อว่าเก่งในการดำเนินคดีและหาความผิดสารพัดข้อกล่าวหา แต่ก็อย่างว่าเมื่อมีการเปิดช่องโหว่โดยแกนนำของม็อบ ก็ย่อมที่จะต้องรอรับผลแห่งการที่ได้ตัดสินใจดำเนินการไปเช่นนั้น มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับกันว่าสถานการณ์ของฝ่ายชุมนุมนั้นเพลี่ยงพล้ำไปในระดับหนึ่ง

เห็นชัดจากท่าทีของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่รีบตอบคำถามของนักข่าวทำเนียบรัฐบาลหลังประชุมครม.ทันทีว่า การชุมนุมที่ผ่านมาเป็นอย่างไรก็ให้สังคมช่วยตัดสินและวิเคราะห์ อะไรควรไม่ควร สังคมได้ประโยชน์หรือไม่ เป็นการตีกินแบบเนียน ๆ เพียงแต่ว่าจะดีใจที่เห็นม็อบไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างที่คาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการไม่ได้อยากเห็นม็อบมาล้มรัฐบาล แต่อยากเห็นผลงานที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับคนส่วนใหญ่มากกว่า

ในภาพใหญ่ก็ยังไม่เห็นมีอะไรที่จะแตกต่างไปจากเดิม เพราะที่ประชุมครม.ล่าสุดก็มีแต่มาตรการแจกและแจกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจ่ายเงินให้อสม.เพิ่มอีกคนละ 3 เดือนจำนวน 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ มาตรการคนละครึ่ง และการเพิ่มเงินบัตรคนจน รวมไปถึงการเคาะเรื่องวันหยุดเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนและการยกยอดวันหยุดในเดือนธันวาคม ไปรวมกันให้เป็นวันหยุดยาว เป้าหมายก็เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวภายในประเทศ

คำถามก็คือ เรื่องการท่องเที่ยวถือเป็นปกติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่โรงเรียนจะปิดเทอมในภาคเรียนที่ 1 คงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้านนี้และทำให้ผู้ประกอบการหายใจหายคอได้คล่องบ้าง ส่วนเรื่องเงินบัตรคนจนที่เพิ่มและมาตรการคนละครึ่งนั้น คงต้องช่วยตามกันว่าเป้าหมายคือเพื่อให้ผู้ค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอยได้ประโยชน์อย่างแท้จริง หรือสุดท้ายเงินทุกบาททุกสตางค์ก็วกกลับไปเข้ากระเป๋า นายทุน เจ้าสัวอีกตามเคย ถ้าเช่นนั้นก็คงเปล่าประโยชน์

แต่เสียงวิจารณ์คงไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผู้นำเผด็จการบริหารประเทศมากว่า 6 ปีนั้น ผลงานเป็นที่ประจักษ์โดยการรายงานของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์แล้วว่า ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี รวยจนห่างกันสูงสุด 20 เท่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มทะลุ 80 เปอร์เซ็นต์ และไม่ต้องไปโยนให้ใครเนื่องจากรายงานชิ้นนี้ระบุว่า คนจนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งอยู่ในช่วงของการบริหารงานโดยคณะเผด็จการนั่นเอง

ที่น่าเจ็บใจหรืออาจจะบอกได้ว่าเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจได้เป็นอย่างดี ถ้าจำกันได้อดีตหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคสช. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เคยประกาศไว้ว่า ในปี 2561 คนจนหมดประเทศ เหมือนกับว่าเฮียกวงคงได้เห็นรายงานสถานการณ์ความยากลำบากของคนไทยแล้ว จึงไม่ได้บอกให้ชัดว่าในปีดังกล่าวคนไทยจะหายจนหมดประเทศหรือจนกันทั้งประเทศ ซึ่งก็เป็นอย่างหลังนี่แหละ (ฮา)

หากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมองว่า แรงกดดันเรื่องม็อบคนหนุ่มสาวไม่อาจทำให้ระคายผิวแล้ว จากนี้ไปก็ต้องเร่งหาตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ให้ได้โดยเร็ว ยิ่งได้คนที่เป็นระดับบิ๊กเนมเข้ามาแล้วสร้างความฮือฮา ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมีชีวิตชีวาได้จะยิ่งดี แต่ดูแล้วคงเข้าอีหรอบเดิม หนีไม่พ้นคนกันเอง เพราะด้วยลักษณะการใช้ทฤษฎีแบ่งแยกแล้วปกครองของท่านผู้นำนั้น คงไม่มีใครกล้าที่จะเอาชื่อเสียงของตัวเองมาทิ้งกับเก้าอี้เสนาบดีอย่างแน่นอน

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นลีลาของ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลแล้ว ก็ต้องบอกว่าโอกาสที่จะถูกเบี้ยวนั้นมีสูงยิ่ง ถ้าจำกันได้ช่วงเริ่มต้นเจ้าตัวบอกว่าได้ประสานพูดคุยกับส.ว.ลากตั้งไว้แล้วมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี พร้อมจะให้ความร่วมมือในการแก้ไข แต่ล่าสุด บอกว่าโอกาสสำเร็จยากเพราะต้องอาศัย 84 เสียงของส.ว.มาช่วยยกมือหนุนในวาระแรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า ฝ่ายที่กุมอำนาจมองเห็นแล้วว่าพลังของม็อบไม่ได้มีผลต่อกรณีนี้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องแยแส ก็ต้องมาดูกันมันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ หากใครไม่เคยจำอดีตก็ให้นึกเอาว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 นั้นเกิดขึ้นมาเพราะอะไรและนำไปสู่อะไร