
พาราสาวะถี
กรณี ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ หลังมีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรณี ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ หลังมีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเหตุผล “ถูกกดดันทางการเมือง” ตามมาด้วยการให้สัมภาษณ์ตีปมไปที่หลานชายของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้ากระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ ติดต่อขอเข้าพบอ้างขอเจรจาว่าด้วยงบประมาณซ่อมเครื่องบิน งานนี้มีเงื่อนงำ ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ ตามที่ฝ่ายจ้องจะเล่นงานพยายามโหมประโคมข่าวแน่นอน
ยิ่งเห็นการให้สัมภาษณ์เปิดประเด็นของราเชน เลือกใช้สื่อที่ก็รู้กันอยู่ว่ารับงานใคร โดยเฉพาะอดีตคนที่เคยยิ่งใหญ่ในกระทรวงแห่งนี้มาก่อน ไม่ใช่แค่การเลือกที่จะเปิดประเด็นผ่านสื่อกระแสหลักในมือ แต่ภายในกระทรวงเองก็มีการตั้งแง่ของเจ้าพ่อเจ้าแม่สื่อ ต่อทีมประสานงานของสุริยะเช่นเดียวกัน มันสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องที่ว่า “เจ้าที่แรง” ได้เป็นอย่างดี เงื่อนเวลาที่อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงบอกว่า หลานสุริยะยกหูหาถี่ยิบนั้น ถ้ามองตั้งแต่เริ่มการประสานงานตั้งแต่กรกฎาคม 2568 จนถึงหลังเลือกตั้ง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ชัดเจนว่ามีการเตรียมการ วางยา กระทั่งเข้ามาเมื่อมีคำสั่งโยกย้าย จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที ทั้งที่ อีกด้าน คนที่บอกว่าถูกกดดันทางการเมืองนั้น ความจริงน่าจะต้องพูดให้หมดว่า มีการหอบเอาเอกสารงบประมาณปี 2570 ที่ตัวเองดูแลไปให้คนที่เคยเป็นเจ้านาย รายงานทุกความเคลื่อนไหว ในลักษณะอีกาคาบข่าว หรือ หอกข้างแคร่หรือไม่ นั่นย่อมทำให้ฝ่ายที่เข้ามาดูแลย่อมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ดังนั้น จึงน่าติดตามเป็นอย่างมาก หากสาวไส้กันให้ลึกแล้ว ใครจะเดินชนตอก่อนกัน
หากมองในแง่ของความเป็นพรรคของ ทักษิณ ชินวัตร ภาษามวยก็ต้องบอกว่า ราคาไหลไปถือหางทางฝั่งอดีตอธิบดี แล้วชี้นิ้วไปที่สุริยะอาจแพ้ทีเคโอ ด้วยอาวุธขององค์กรอิสระ ที่บรรดานักร้องเริ่มงานกันทันที ส่วนจะสะเทือนไปถึงขั้นที่ว่าภูมิใจไทยจะอัปเปหิเพื่อไทยพ้นจากความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเลยหรือไม่ คำนวณความคุ้มค่า ระหว่าง เขี่ยแดงแล้วดึงเขียวเข้าร่วมน่าจะเสียมากกว่าได้ โดยเฉพาะกับตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรี
ขนาดน้องชายสุดที่รักของอาจารย์ใหญ่พรรคสีน้ำเงินอย่าง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังถูก อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันหนักแน่นว่าไม่น่าจะหวนคืนสู่สนามการเมืองมารับเก้าอี้เสนาบดีในรัฐบาลเด็กเส้น เพราะคำนึงถึงภาพลักษณ์ และแรงกระแทกที่จะพุ่งใส่ ในเมื่อ อุตส่าห์ปั้นรัฐมนตรีภาพลักษณ์ดีเพื่อช่วยค้ำยันความน่าเชื่อถือของรัฐนาวา จะไปเอาใจพรรคพวก แล้วสุ่มเสี่ยงต่อกระแสต่อต้านจากประชาชนได้อย่างไร เห็นกันอยู่ขนาดตำแหน่งข้าราชการการเมืองยังมีการสั่งให้ตรวจสอบคุณสมบัติกันถี่ยิบ อุดทุกช่องทางที่จะทำให้เสี่ยหนูและคณะตกม้าตาย
เห็นอาการของอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง ที่เบี้ยวนัดเลื่อนการเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ สส.พรรคกล้าธรรมออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมประกาศขอบวชเป็นเวลา 1 เดือน ย่อมเป็นการส่งสัญญาณถอย เพราะการทิ้งช่วงเวลาขนาดนั้น ไม่มีทางที่จะมีใครมาเป็นตัวแทนในการต่อสู้เพื่อเอาชนะฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายถูกกล่าวหาย่อมมีเวลามากพอในการที่จะรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาคืน แต่มิติทางการเมืองอะไรที่คุยกันลงตัว การเลิกแล้วต่อกันถือเป็นหนทางลงที่ไม่มีใครต้องเจ็บตัว
คนที่น่าจะเดาทางเรื่องนี้ได้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จึงให้ความเห็นแบบแทงกั๊กว่า หากมีประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันอยู่เบื้องหลังคิดว่าเป็นความชอบธรรมที่ฝ่ายมีอำนาจต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แต่หากเป็นการดำเนินการทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตอบเชิงหลักการก็คือ พรรคสีส้มจะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกรณีอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง แต่จะรวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายต่าง ๆ ด้วย
จะว่าไปในฐานะพรรคที่ยกมือให้เกิดรัฐบาลอายุสั้น หากจะมีการตรวจสอบเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผิดสังเกต น่าจะเข้าไปดูกรณีการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทยช่วงก่อนเลือกตั้ง ซึ่งเกิดการย้ายชุดใหญ่ตั้งแต่ระดับอธิบดีไปจนถึงปลัดอำเภอกันทีเดียว ไม่ต้องบอกว่าเพื่อภารกิจใด เพียงแต่ว่าที่นั่นไม่มีใครโวยเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พรรคสีส้มจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไร เพราะในการอภิปรายนโยบายครม.หนู 2 แทนที่จะไปจับผิดหรือตั้งข้อกังขากับกระทรวงในความดูแลของพรรคสีน้ำเงิน กลับไปตั้งหน้าตั้งตากระแนะกระแหนกับพรรคสีแดงไปเสียฉิบ
ไม่รู้ว่าเป็นประเภทออกอ่าวออกทะเลหรือไม่ ภาษาวัยรุ่นยุคนี้ต้องบอกว่าแต่ละมื้อแต่ละเดย์ เสี่ยเท้งหัวหน้าพรรคต้องกุมขมับกันเป็นว่าเล่น เพราะ ลูกพรรคขยันหาเรื่องงามไส้มาให้ต้องคอยแก้ต่างตลอดเวลา ล่าสุด ต้องออกแถลงการณ์แก้ตัวจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาของ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานครของพรรค ที่พบว่าเนื้อหาบางส่วนมีการกล่าวพาดพิงในลักษณะ เหมารวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
อาจจะด้วย สส.รายดังว่ามีฐานเสียงหลักอยู่ในเมืองหลวง จึงไม่แยแสต่อคะแนนนิยมในต่างจังหวัด พอเปิดศึกเช่นนี้ยิ่งเข้าทางพรรคสีน้ำเงินไปใหญ่ เพราะได้ชื่อว่าเป็นขวัญใจของเหล่าผู้นำท้องถิ่นทั่วประเทศ มิเช่นนั้น คงไม่สามารถกวาดเก้าอี้ สส.ได้เฉียด 200 ที่นั่ง เห็นกระบวนการทำงานของพรรคสีส้มหลังจากเสร็จศึกเลือกตั้งหนนี้ ผนวกกับผลสำรวจความเห็นของสวนดุสิตโพลล่าสุด ต้องยอมรับกันว่า ถ้ายังเดินกันแบบนี้ มีโอกาสที่จะเข้าสู่โหมดสาละวันเตี้ยลง ครองใจคนเมืองใหญ่แต่คนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยก็จบเห่
อรชุน