พาราสาวะถี

เป็นไปตามนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ชื่อ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ไม่ต้องถามว่าทำไมไม่เป็นนักการเงิน การธนาคารหรือนักบริหารมืออาชีพ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากทุกแวดวง เพราะถ้าหาได้ขนาดนั้น คงไม่มีปัญหาคาราคาซังกันมาถึงตอนนี้ การที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเรียกใช้บริการอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลคสช. ก็เพราะรู้มือกันดี มีโปรไฟล์ที่ไม่ขี้เหร่ ที่สำคัญคือสามารถสนองตอบได้ทุกเรื่องที่ต้องการ

อรชุน

เป็นไปตามนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ชื่อ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ไม่ต้องถามว่าทำไมไม่เป็นนักการเงิน การธนาคารหรือนักบริหารมืออาชีพ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากทุกแวดวง เพราะถ้าหาได้ขนาดนั้น คงไม่มีปัญหาคาราคาซังกันมาถึงตอนนี้ การที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเรียกใช้บริการอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลคสช. ก็เพราะรู้มือกันดี มีโปรไฟล์ที่ไม่ขี้เหร่ ที่สำคัญคือสามารถสนองตอบได้ทุกเรื่องที่ต้องการ

เท่านี้ก็จบแล้ว เมื่อเป็นโควตาของท่านผู้นำ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปแยแสกระแสเสียงรอบข้าง ขอแค่คนชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอใจและยอมรับทุกอย่างก็จบ สถานการณ์ทางการเมืองจากนี้ไปเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่าสิ่งใด การจะหาใครที่มีโปรไฟล์เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่หรือแทบทุกคนไม่มีใครอยากเอาชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตทิ้งไว้กับการได้เป็นเพียงเสนาบดีเพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเท่านั้น

เนื่องจากการทำงานด้านเศรษฐกิจตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมั่นใจอย่างสุดขีดว่า สารพัดโครงการแจกสะบัดสามารถซื้อใจและเรียกคะแนนนิยมให้กับตัวเองได้ ที่ไม่ต้องหวั่นไหวคือ ต่อให้บริหารงานย่ำแย่ขนาดไหน ถ้ามีเหตุต้องยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ภายใต้บริบทของรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ ยังไงตัวเองก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกกระทอกอย่างแน่นอน จากเสียงของส.ว.ลากตั้ง

สิ่งที่ต้องทำกันเวลานี้คือประคองสถานการณ์ให้เอาตัวเองรอดไปได้จากภาวะกดดันเท่านั้นก็พอแล้ว โดยภาวนาขออย่าให้ม็อบที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ มีแรงกดดันมากจนสร้างความสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้นก็พอ อย่าได้บอกว่าคนแค่หยิบมือเดียวเหมือนอย่างที่คนสอพลอเผด็จการสืบทอดอำนาจพยายามจะดิสเครดิต เพราะถ้าขบวนการคนหนุ่มสาวไม่มีพลังมากพอ คงไม่ออกอาการขาสั่นกันไปทั้งองคาพยพ

การวางทางถอยในประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งบ่งชี้ที่ชัดเจน ยังไม่นับรวมท่วงทำนองของผู้บริหารส่วนราชการอื่น ๆ ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลอำนาจสืบทอด ที่แสดงออกว่าหวั่นไหวต่อจังหวะเคลื่อนของเด็กในระดับแกนนำของกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด ก็ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สั่งไม่ให้ 3 แกนนำม็อบ ขึ้นพูดบนเวทีรำลึก 44 ปี 6 ตุลา 2519 จนคณะผู้จัดงานต้องออกมาโวยวาย

โดย 3 แกนนำที่ถูกสั่งห้ามคือ อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทยหรือสนท. และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ทั้งนี้ ผู้บริหารธรรมศาสตร์ให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “ไม่สบายใจ” โดยไม่อธิบายอะไร จึงเกิดคำถามตามมาว่าในทางกลับกันหากเป็นชื่อของ แก้วสรร อติโพธิ เจ้าของวลีเผด็จการม็อบ ผู้บริหารธรรมศาสตร์คงจะสบายใจกว่าใช่ไหม

ในกรณีนี้ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชน ในฐานะกรรมการจัดงานครบรอบ 44 ปี 6 ตุลา 19 จึงปุจฉากลับไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่า ไม่ว่าทั้ง 3 จะมีความคิดเห็นอย่างไรทำไมไม่รับฟังเขา หรือกลัวที่จะฟังในสิ่งที่เขาพูด ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ปรีดี พนมยงค์ เมื่อคราวก่อการปฏิวัติ 2475 ก็มีความเห็นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินใช่ไหม ในเวลานั้นก็มีอายุเพียงสามสิบปีเศษ การตั้งธรรมศาสตร์ก็เพื่อเป็นหลักคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของราษฎรทั่วไปใช่หรือไม่

ถามไปอย่างนี้ก็คงไร้ซึ่งคำตอบ เพราะอย่าลืมเป็นอันขาดลิ่วล้อเผด็จการนั้น เลือกที่จะนิ่งเงียบและยอมถูกด่า ดีกว่าถูกตำหนิจากผู้มีอำนาจจากปลายกระบอกปืน ด้วยเหตุนี้เพนกวินจึงออกมาส่งสัญญาณไปยังผู้บริหารธรรมศาสตร์ว่า “ในเมื่อท่านกดดันไม่ให้ผม รุ้ง ปนัสยา และทนายอานนท์ ขึ้นพูดในเวทีงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ก็โปรดรอเจอเซอร์ไพรส์นอกเวที เร็ว ๆ นี้” นี่คงไม่ใช่แค่คำขู่เพราะเด็กคนนี้มักจะมีวิธีการตอบโต้อำนาจกดทับได้อย่างแสบทรวงมาโดยตลอด ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจรู้ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ฝ่ายกุมอำนาจหวาดผวา จากที่ปรามาสว่าขบวนการของคนหนุ่มสาวไร้น้ำยา การแสดงพลังของกลุ่มนักเรียนเลว ผ่านการเคลื่อนขบวนไปยัง 5 โรงเรียนดังในกทม.และปิดท้ายที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กรุ่นใหม่นั้น เป็นไปคนละทิศละทาง และยังเหมือนกลายเป็นพวกตกรุ่น ตามความคิดของคนเหล่านี้ไม่ทัน และไม่ต้องกล่าวหาว่าสิ่งที่ทำอยู่มีเบื้องหลัง

การแสดงออกผ่านป้ายผ้าที่นำไปติดสะท้อนปัญหาของทั้ง 5 โรงเรียนและจบที่กระทรวงศึกษาธิการนั้น ทำให้มองเห็นว่า นี่เป็นการประสานความร่วมมือในลักษณะเครือข่าย ที่แลกเปลี่ยนสะท้อนปัญหาภายในรั้วโรงเรียน แน่นอนว่า เมื่อมีการแสดงออกอย่างแข็งแรงเช่นนี้ ย่อมหมายความว่า เด็ก ๆ เหล่านี้คิดเป็น และมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับช่วงวัยของเขาเท่านั้น ไม่ได้มุ่งไปที่ประเด็นทางการเมืองเหมือนพี่ ๆ ในระดับมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

แต่ทั้งหมดก็สามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ เพราะมองอย่างสอดคล้องกันว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนา ตั้งแต่ระบบการศึกษา ไปจนถึงปัญหาด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม คือการไม่พัฒนาทางด้านความคิด สติปัญญาของผู้บริหารประเทศ ถ้าท่านผู้นำมองทุกอย่างบนโลกแห่งความเป็นจริงตามที่ตัวเองชอบอ้าง ก็ต้องยอมรับว่า ม็อบ 19 กันยายนที่ผ่านมานั้นมีเด็กรุ่นใหม่ไปร่วมกันคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หากหน่วยงานด้านการข่าวและความมั่นคงไม่สอพลอรายงานแต่สิ่งที่ทำให้นายสบายใจ ย่อมรู้กันดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น