
DITTO–TEAMG ลุยเฟส 2 “พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า” มูลค่า 1.5 พันล้าน เริ่มทยอยรับรู้รายได้ปีนี้
DITTO–TEAMG เดินหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่าเข้าสู่เฟส 2 คว้างานมูลค่า 1,500 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 2571 จะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ หนุน Backlog และรายได้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมลุยโครงการสวนสัตว์คลองหกและงานโครงสร้างพื้นฐานเฟส 2
นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG เปิดเผยว่า โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่าเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินฯ ซึ่งเป็นโครงการระดับประวัติศาสตร์บนพื้นที่พระราชทานกว่า 79 ไร่ ในเขตวังทองหลาง มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มพันธมิตร ได้แก่ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO และ TEAMG ได้เข้าสู่ระยะที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ
โครงการดังกล่าวมีความท้าทายสำคัญอยู่ที่การดูแลรักษา “ไม้มีค่าของกลาง” ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท อาทิ ไม้พะยูง ไม้สัก และไม้ชิงชัน ที่ถูกนำมาแปรรูปและตกแต่ง ให้คงสภาพสมบูรณ์สูงสุด โดย TEAMG ได้ออกแบบระบบวิศวกรรมเฉพาะทางที่มีมาตรฐานสูงกว่าระบบอาคารทั่วไป ประกอบด้วย ระบบดับเพลิงแบบ Water Mist ซึ่งใช้ละอองหมอกความละเอียดสูงในการระงับอัคคีภัย เพื่อลดความเสียหายจากความชื้นและสารเคมี ระบบควบคุมความชื้นสัมพัทธ์แบบแม่นยำรายจุด (Precision Humidity Control) เพื่อรักษาสมดุลของเนื้อไม้ และการติดตั้งระบบแบบคู่ขนาน (Precision Installation) โดยวิศวกรทำงานร่วมกับช่างสถาปัตยกรรมไทยและศิลปินแห่งชาติในการติดตั้งระบบแสง สี เสียง และสื่อสารดิจิทัลควบคู่กับงานไม้แกะสลักอย่างระมัดระวังสูงสุด
ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าประมาณ 33% โดยในช่วงปี 2569–2570 จะเป็นระยะที่มีความเข้มข้นของงานตกแต่งภายในและระบบอัจฉริยะ (Smart System) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การรับรู้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของงานที่ดำเนินการ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรป่าไม้และศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงการเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้ไม้มีค่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะและแขกบ้านแขกเมือง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2571
สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการได้มาซึ่งสัญญาจ้างใหม่ที่ 2,800 ล้านบาท และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 3,000 ล้านบาท ขณะที่คาดการณ์รายได้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งการรับงานใหม่ในระดับที่สูงกว่ารายได้ที่รับรู้จะส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่างานในมือ (Backlog) ได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นโครงการที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ความประณีตสูง เช่น โครงการพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า และโครงการสวนสัตว์แห่งใหม่บริเวณคลองหก ซึ่งอยู่ในระยะที่ 2 โดยมีการดำเนินงานร่วมกับบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DITTO
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับงานออกแบบขยายสนามบินหลักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สนามบินเชียงใหม่ที่ออกแบบแล้วเสร็จ สนามบินภูเก็ตที่มีความคืบหน้าเกินกึ่งหนึ่ง และสนามบินเชียงรายที่อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ ทั้งนี้ บริษัทมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) เป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงในด้านความปลอดภัยและความแน่นอนของการขนส่งสินค้า ซึ่งจะเป็นทางเลือกสำคัญนอกเหนือจากช่องแคบมะละกา รวมถึงโอกาสจากนิคมอุตสาหกรรมสองฝั่งทะเล และงานบริการซ่อมบำรุงเรือที่ประเทศไทยมีศักยภาพในระดับสากล อีกทั้งยังเห็นพ้องกับนโยบายภาครัฐในการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟทางคู่และระบบขนส่งมวลชน อันจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
ในด้านกลยุทธ์การบริหารต้นทุนและการประมูลงานใหม่ บริษัทได้ปรับแนวทางบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้าง โดยใช้ความมั่นคงทางการเงินของโครงการในการเจรจากับผู้จัดหาวัสดุเพื่อลดต้นทุน รักษาอัตรากำไร และปรับจังหวะการเข้าร่วมประมูลโครงการภาครัฐ รวมถึงชะลอการเข้าประมูลบางโครงการเพื่อรอการปรับค่าดัชนีราคากลางให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
ด้านนายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการจัดแสดงไม้มีค่าที่มีมูลค่าสูงและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
การดำเนินงานของโครงการเป็นความร่วมมือระหว่าง TEAMG ซึ่งรับผิดชอบงานระบบและวิศวกรรมทั้งหมด บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ในเครือของ DITTO ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านงานพิพิธภัณฑ์และระบบจัดแสดง และศิวกรรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานลวดลายไทยและงานประณีตศิลป์ โดยมีการนำนวัตกรรมสำคัญมาใช้ เช่น ระบบดับเพลิงแบบ Water Mist และการพัฒนา Digital Twin ในรูปแบบแผนที่สามมิติใต้ฝ้าเพดาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาในอนาคต
ทั้งนี้ มูลค่างานที่เกี่ยวข้องกับโครงการคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานของบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ประมาณ 1,000 ล้านบาท และ TEAMG ประมาณ 500 ล้านบาท โดยการรับรู้รายได้เริ่มมีความชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2570
สำหรับโครงการสวนสัตว์แห่งใหม่บริเวณคลองหก มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในเฟส 1 คาดว่างานก่อสร้างส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการในระยะแรก ขณะเดียวกัน โครงการได้เข้าสู่เฟส 2 ซึ่งเน้นการพัฒนา Zoo Zone หรือพื้นที่จัดแสดงสัตว์ โดยบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดแสดง ขณะที่ TEAMG รับผิดชอบงานระบบสนับสนุน เช่น ระบบน้ำและระบบป้องกันภัย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของมูลค่างานทั้งหมด


