โลกรอดูแผนพัฒนาใหม่จีน

คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งนำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เริ่มประชุมในกรุงปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาและจะประชุมไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคมเพื่อถกเถียงถึงข้อเสนอที่จะพัฒนาชาติในช่วง 5 ปีข้างหน้า  หรือตั้งแต่ปี 2564-2568  การประชุมนี้ได้รับความสนใจและเป็นที่จับตามองทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความสำคัญและได้รับการจับตามองเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับจีนและทั่วโลก


กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งนำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เริ่มประชุมในกรุงปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาและจะประชุมไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคมเพื่อถกเถียงถึงข้อเสนอที่จะพัฒนาชาติในช่วง 5 ปีข้างหน้า  หรือตั้งแต่ปี 2564-2568  การประชุมนี้ได้รับความสนใจและเป็นที่จับตามองทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความสำคัญและได้รับการจับตามองเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับจีนและทั่วโลก

การประชุมมีขึ้นหลังจากที่ การระบาดของไวรัสโคโรนาที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่น ได้สร้างความวุ่นวายไปทั่วโลก และจีนกับสหรัฐฯ ได้เกิดความตึงเครียดเพราะการระบาดของไวรัสโคโรนาเพิ่มมาใหม่ทั้งที่ความตึงเครียดเรื่องการค้าและเทคโนโลยียังไม่มีทางออก ในขณะเดียวกัน ยังมีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี

แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้โลกต้องจับตามองแผนพัฒนาใหม่ของจีน น่าจะอยู่ที่การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ชี้ว่า จีนจะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกภายในสองสามปีข้างหน้านี้

นับตั้งแต่จีนเปิดประเทศ การเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอิทธิพลทางการเมืองได้เพิ่มมากขึ้นจนทำให้หลายประเทศเริ่มสะพรึงกลัว  จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องจับตามองว่าจีนจะมีแผนริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ต่อไปในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้

รัฐบาลจีนได้กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุก 5 ปี และในปีนี้เป็นแผนพัฒนาฉบับที่ 14 แล้ว และรัฐบาลจีนกำลังจะเดินไปถึงหลักไมล์ นั่นคือ การครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2564

เจ้าหน้าที่จีนได้สัญญาว่าจะสร้าง “สังคมที่รุ่งเรืองพอประมาณ” ภายในปีหน้า และจากนั้นในปี 2565  จะมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 ซึ่งจะเปิดเผยแผนการเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในอนาคตของสี จิ้นผิง

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้กำหนดเวลาเพื่อพัฒนาเป้าหมายต่าง ๆ อีกหลายอย่าง  เช่น แผน “เมด อิน ไชน่า 2025” ที่จะมีอิทธิพลในภาคไฮเทคโนโลยีและภาคผลิตที่สำคัญ ๆ  และแผน “ไชน่า สแตนดาร์ด 2035” ที่จะกำหนดมาตรฐานทั่วโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นนำ

เนื้อหาในขั้นสุดท้ายของแผนพัฒนา 5 ปีที่มีการหารือกันในสัปดาห์นี้ จะเปิดเผยก็ต่อเมื่อมีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า  แต่ก็ได้มีการคาดการณ์กันออกมาบ้างแล้วว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง

นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า รัฐบาลปักกิ่งจะเน้นย้ำถึงแนวทางในการสร้างความมั่นคงของชาติในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี  ในขณะเดียวกันก็จะประกาศมาตรการเพื่อหนุนการบริโภคภายในประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์ของ ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (EIU) คาดการณ์ว่า แผนห้าปีใหม่จะเน้นไปที่การสนับสนุนเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และจะมีการหารือเพื่อสร้างความยืดหยุ่นด้านความมั่นคงทางพลังงานแทนที่จะพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียม และสร้างความมั่นใจเรื่องความมั่นคงทางอาหารในยามที่มีความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศเกษตรกรรม และการขาดแคลนเนื้อหมู ซึ่งเป็นอาหารหลักของครัวเรือนจีน

ส่วนในทางสังคม คาดว่าจีนจะหาทางเพิ่มการบริโภคมากขึ้น เช่น เลิกจำกัดจำนวนบุตร  ซึ่งนโยบายนี้ต้องจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากจะมีผลต่อการเติบโตของจีนในระยะกลางถึงระยะยาว

นอกจากนี้ยังคาดว่า แผนพัฒนาที่จะคลอดออกมานี้จะให้การสนับสนุนมากขึ้นในด้านสาธารณสุข การศึกษา กีฬา วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว  การขยายการเติบโตของศูนย์กลางเมืองใหญ่ ๆ ที่มีอยู่แล้ว และยังมีเป้าหมายอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ประชากร 1,400 ล้านคน พอใจกับคุณภาพชีวิตภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

ภายใต้แผนพัฒนาฉบับที่ 13 (ปี 2559-2563) จีนให้ความสำคัญกับการพึ่งพาการบริโภคเพื่อสร้างการเติบโตมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการส่งออก แต่เมื่อดูจากการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่จีนหลายคนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงแนวคิด “การหมุนเวียนคู่” (dual circulation) ที่น่าจะเป็นแนวคิดในแผนพัฒนาใหม่

แนวคิดนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างกว้าง ๆ คือ “การหมุนเวียนภายใน (internal circulation) ที่เน้นการเติบโตของตลาดภายในประเทศ และ “การหมุนเวียนภายนอก” (external circulation) หรือการค้ากับประเทศอื่น ๆ

นักวิจัยของแบงก์ ออฟ ไชน่า มองว่าในช่วงห้าปีข้างหน้า จีนจะเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นอาจจะมีความเร็วในการเติบโตไม่มากเท่ากับก่อนหน้านี้ และยังมองว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีความสำคัญต่อจีนที่จะหนุนเศรษฐกิจให้ไปอยู่ในระดับใหม่และหลีกเลี่ยง “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ประเทศสามารถเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่อาศัยต้นทุนแรงงานราคาถูกแต่ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้เร็วเพียงพอที่จะทำให้ค่าแรงสูงขึ้นและสร้างโอกาสในการเติบโตให้มากขึ้นได้

นักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่า แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 นี้ ไม่ได้เป็นแค่แผนพัฒนา 5 ปีข้างหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นแผนพัฒนาสำหรับ 30 ปีข้างหน้า

ประมวลจากการคาดการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนพัฒนาใหม่ของจีนแล้ว เชื่อว่า จีนยังไม่มีนโยบาย “ปิดประตูตาย” แล้วหันหลังเข้าบ้านเสียทีเดียว แต่น่าจะเปิดประตูเพิ่ม รับการแข่งขันและทุนต่างชาติ ซึ่งสะท้อนว่าจีนก็มีความกังวลอยู่เหมือนกันว่า โลกจะมีมุมมองอย่างไรต่อแผนพัฒนาใหม่ของประเทศ  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เชื่อว่า แผนพัฒนาใหม่จะมีความชัดเจนน้อยลงและไม่เฉพาะเจาะจงเหมือนแผนพัฒนาฉบับก่อน ๆ

ไม่ว่าจีนจะเดินหน้าไปในทิศทางใด อิทธิพลและความยิ่งใหญ่ของจีน จะมีผลต่อโลกเสมอและมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ    อีกไม่นานเกินรอ ก็จะได้รู้ว่า จีนจะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกภายในสองสามปีข้างหน้านี้ ตามที่นักเศรษฐศาสตร์และไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์หรือไม่  

Back to top button