จัดกลยุทธ์ลงทุนเดือนพ.ย. ชู 12 หุ้นเด่นเน้นกลุ่มแบงก์-สินค้าและบริการ

จัดกลยุทธ์ลงทุนเดือนพ.ย. ชู 12 หุ้นเด่นเน้นกลุ่มแบงก์-สินค้าและบริการ

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมกลุ่มหุ้นที่น่าลงทุนสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลจากโบรกเกอร์ชั้นนำของไทย อาทิ บล.ฟินันเซีย ไซรัส และบล.เคจีไอ โดยมุมมองตลาดเดือนนี้คาด SET Index แกว่งตัว SET Index ที่ 1,180-1,230 จุด

โดยความชัดเจนของการเลือกตั้งสหรัฐ และความคืบหน้าของวัคซีน COVID-19 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่หนุนให้ตลาดฟื้น โดยมองว่าตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในโหมดระมัดระวังต่อไปในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน

ดังนั้นธีมการลงทุนเดือนนี้จึงเน้น หุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งกำลังจะทราบผลการทดสอบ stress test ในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าผลจะออกมาน่าประทับใจ ii) หุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และiii) หุ้น mid-cap บางตัวที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งทั้งในไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/63 อาทิ AP,BCH, CBG,MAKRO, ZIGA,BBL,TISCO,COM7, HMPRO,EPG,PTG และ RS

บล.ฟินันเซีย ไซรัส  ระบุบุในบทิเคราะห์ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways Down จากกลุ่มพลังงานที่คาดว่ายังถ่วงตลาดหลังราคาน้ำมันดิบปรับร่วงแรงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน รวมถึงการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่และการ Lockdown ของหลายประเทศซึ่งกดดันให้เม็ดเงินยังไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตามฝั่งเอเชียยังมีประเด็นหนุนหลังตัวเลข PMI เดือน ต.ค. ของจีนและเกาหลีใต้ออกมาดีกว่าคาด แต่ยังประเมิน Upside ของดัชนียังจำกัด และรอติดตามทั้งผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ การประชุม FOMC ปลายสัปดาห์ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ

จึงยังคงเน้นกลยุทธ์เลือกการลงทุนในกลุ่ม Defensive Play ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น อาหารเครื่องดื่ม สื่อสารฯ อสังหาฯ โรงพยาบาล โรงเรียน โดยเฉพาะหุ้นที่คาดมีกำไรไตรมาส 3/63 เติบโตโดดเด่น//ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานบริเวณแนวรับ 1,180 จุด

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ย. หลังจากปรับฐานเดือนก่อน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่ 1,180-1,230 จุด กรณีการเมืองในประเทศไม่มีความรุนแรง แต่หากรุนแรงมีโอกาสหลุดต่ำเข้าหาแนวรับถัดไปที่ 1,150 จุด

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯซึ่งหากไบเดนชนะ มองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย และสถิติเดือน พ.ย. ในปีที่มีการเลือกตั้งส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ส่วนปัจจัยกดดันคือ COVID-19 ที่ทำให้บางประเทศกลับไป Lockdown บางส่วน ยังให้ SET Target ปีหน้าที่ 1,450 จุด

โดยแนะนำจุดทยอยสะสมหุ้นอีกระดับที่ 1,180 จุด โดยเน้นหุ้นที่คาดมีกำไรไตรมาส 3/63 แข็งแกร่ง หุ้นแนะนำเดือน พ.ย. ได้แก่ AP, BCH, CBG, MAKRO, ZIGA

 

บล.เคจีไอ กลยุทธ์การลงทุน: มุมมองตลาดเดือนพฤศจิกายน: ความชัดเจนของการเลือกตั้งสหรัฐ และความคืบหน้าของวัคซีน COVID-19 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่หนุนให้ตลาดฟื้น โดยมองว่าตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในโหมดระมัดระวังต่อไปในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน เพราะถูกกดดันจากยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสหรัฐ โดยยอดผู้ติดเชื้อรายวันทั่วโลกยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และบางประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษด้วย ก็กลับมา lockdown ประเทศอีกครั้ง

ส่วนประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐ คาดว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในรอบนี้อาจจะต้องใช้เวลาสองถึงสามวันเพื่อรวมรวมผลการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ในขณะเดียวกัน เนื่องจากมูลค่าหุ้นในตลาดไทยดูดีขึ้น หลังจากที่ราคาย่อลงในช่วงที่ผ่านมา และผลประกอบการไตรมาส 3/63 เท่าที่ประกาศออกมาแล้วก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง จึงคาดว่าดัชนี SET จะมี downside จากระดับปัจจุบันไม่มากนัก คาดว่าในครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายนจะเห็นความชัดเจนของภาพการเมืองสหรัฐ และอาจจะมีการยื่นขออนุมัติผลิตวัคซีนกับ FDA ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของตลาดหุ้น

อีกทั้งวิกฤติ COVID-19 บวกกับความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะยังคงกดดันหุ้น global cyclical play ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า

ดังนั้นจึงเลือกหุ้นเด่นเดือนพฤศจิกายนในธีมดังต่อไปนี้ i) กลุ่มธนาคาร ซึ่งกำลังจะทราบผลการทดสอบ stress test ในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าผลจะออกมาน่าประทับใจ ii) หุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และ iii) หุ้น mid-cap บางตัวที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งทั้งในไตรมาส 3/63 และไตรมาส4/63 ทั้งนี้เลือกหุ้นเด่นสำหรับเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ BBL*, TISCO*, COM7*, HMPRO*, EPG*, PTG* และ RS*

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน