ใครมาก็ไม่เท่า ‘พาวเวลล์’

แม้การคาดการณ์และผลสำรวจส่วนใหญ่ คาดว่า โจ ไบเดน จะชนะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลในตลาดอยู่ลึก ๆ ว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมา อาจจะไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน

กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

แม้การคาดการณ์และผลสำรวจส่วนใหญ่ คาดว่า โจ ไบเดน จะชนะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลในตลาดอยู่ลึก ๆ ว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมา อาจจะไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน

การเลือกตั้งส่อเค้าว่าจะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญสุดสำหรับตลาดในสัปดาห์นี้ นักกลยุทธ์กล่าวว่า หากไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน และมีการโต้แย้งผลเลือกตั้ง จะเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง และอาจจะฉุดตลาดเป็นเวลาหลายสัปดาห์

มีความกังวลว่า หากไม่มีผลเลือกตั้งที่เคลียร์คัต อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนและเกิดความวุ่นวายต่อตลาดและเศรษฐกิจ และในทางกลับกัน การได้ผู้ชนะที่ชัดเจนและผู้สมัครอีกฝ่ายยอมแพ้โดยเร็ว อาจทำให้ตลาดดีดตัวด้วยความโล่งใจนอกจากนี้ยังมีความกังวลในตลาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งวุฒิสภาเช่นกัน โดยหากไม่มีความชัดเจนว่า พรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา จะทำให้เกิดความสงสัยว่าคนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างไร วุฒิสภามีความสำคัญในแง่ที่ว่า คณะบริหารจะเทงบไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเพียงไรเพื่อช่วยต่อสู้กับผลกระทบของไวรัสโคโรนาในขณะที่กำลังมีการระบาดระลอกสองไปทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น หากไบเดนได้ครองทำเนียบขาว แต่พรรคเดโมแครตไม่ได้เสียงข้างมากในวุฒิสภา ไบเดนก็น่าจะต้องประนีประนอม โดยยอมรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าน้อยลง และจะไม่สามารถขึ้นภาษีได้ และหากทรัมป์ได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง แต่เดโมแครตคุมเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทรัมป์ก็น่าจะต้องยอมถอยต่อหลายปัญหาแม้ว่าอาจจะตกลงเกี่ยวกับแผนกระตุ้นขนาดใหญ่ได้

แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ว่า หากผลการเลือกตั้งล่าช้าในช่วงสั้น ๆ จะมีผลกระทบเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่หากมีการโต้แย้งผลการเลือกตั้งเป็นเวลาหลายสัปดาห์ อาจฉุดจีดีพีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้าประมาณ 0.5%-1% และเมื่อได้ผู้ชนะที่ชัดเจนแล้ว ความสนใจของตลาดจะไปอยู่ที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงว่า ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้นต่อไป

ผลตอบแทนพันธบัตรได้เพิ่มขึ้นเพราะแนวคิดที่ว่า จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งหลังการเลือกตั้ง และมันหมายถึงว่าหนี้สหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  นักกลยุทธ์แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะสูงขึ้นประมาณ 0.05%-0.25% หลังการเลือกตั้งเนื่องจากคาดว่าจะมีการกระตุ้นทางการคลังและแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น  อย่างไรก็ดี หากยังไม่รู้ผลเลือกตั้งไปสักระยะ การโต้แย้งผลเลือกตั้ง อาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลง

แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดว่า ผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนจะมีผลกระทบปานกลางถึงบวกต่อตลาดในระยะใกล้ ยกเว้นแต่ว่าไบเดนชนะและสภาคองเกรสแตกเป็นสองฝ่าย ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้การเจรจาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชะงักต่อไป

ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่คาด โดยไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีและพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในวุฒิสภา นักกลยุทธ์ของเครดิต สวิส คาดว่า ตลาดจะไม่มีปฏิกิริยามาก เนื่องจากได้รับข่าวผลการเลือกตั้งที่น่าจะเกิดขึ้นมากสุดไปแล้ว และสันนิษฐานว่าถ้าไม่มีบิ๊ก เซอร์ไพรส์ ตลาดก็ไม่น่าจะมีปฏิกิริยาอะไร

มีคำแนะนำในวอลล์สตรีท เต็มไปหมดว่า ต้องลงทุนอย่างไรหากไบเดนได้เป็นประธานาธิบดี หรือทรัมป์ได้อยู่ในตำแหน่งอีก 4 ปี เช่น มีความเห็นโดยทั่วไปว่า ไบเดนเป็นมิตรกับพลังงานทางเลือกและกลุ่มสาธารณูปโภค ในขณะที่ทรัมป์เป็นมิตรกับเชื้อเพลิงฟอสซิลและอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ และอาจจะมีการลดระเบียบเพิ่มอีก

อย่างไรก็ดี มีเสียงเตือนจากมอร์แกน สแตนลีย์ อินเวสเมนต์ แมเนจเมนต์ ว่า แลนด์สเคปหลังเลือกตั้งมักค่อนข้างแตกต่างจากแลนด์สเคปก่อนเลือกตั้ง นักลงทุนที่ฉลาดไม่ควรจะเน้นลงทุนมากเกินไปต่อองค์ประกอบทางการเมืองแต่ควรจะจับตาแลนด์สเคปที่ ดีเยี่ยม” หลังการเลือกตั้งที่กำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐมากกว่า เพราะเฟดยังคงสามารถขับเคลื่อนผลตอบแทนในตลาดได้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่าง ๆ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในสัปดาห์นี้ได้กลบข่าวที่ธนาคารกลางสหรัฐจะประชุมนโยบายเงินในวันที่ 4-5 พ.ย.นี้ค่อนข้างมาก แต่มีการคาดการณ์กันว่า เฟดจะไม่ประกาศนโยบายใหม่หลังเสร็จสิ้นการประชุม แต่น่าจะย้ำว่าจะคงนโยบายให้ผ่อนคลายต่อไปเป็นเวลานาน

ตามความเห็นของมอร์แกน สแตนลีย์ฯ ท่าทีนโยบายดอกเบี้ย และแง่มุมอื่น ๆ ของนโยบายเงินของเฟดต่างหาก ที่จะช่วยหนุนหรือยับยั้งตลาด นอกเหนือจากมิติทางการเมืองว่าใครจะได้รับเลือกตั้ง

ในการเลือกตั้งปี 2543 มีมุมมองโดยทั่วไปว่า จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดีที่สนับสนุนธุรกิจ แต่ตลาดก็ปรับตัวลงหลังจากที่เข้ารับตำแหน่ง ในทางกลับกัน บารัก โอบามา ที่หลายคนกลัวว่าจะไม่เป็นมิตรกับธุรกิจ เมื่อได้รับเลือกตั้งในปี 2551 หุ้นกลับดีหลังจากได้รับเลือกตั้ง และเมื่อทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งในปี 2559 มีความเห็นโดยทั่วไปว่า หุ้นธนาคารและพลังงานจะดี แต่เอาเข้าจริง หุ้นเหล่านี้ก็รั้งท้ายในตลาด

นั่นน่าจะอนุมานได้ว่า ไม่ว่า “โจ ไบเดน” หรือ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ไม่น่าจะขับเคลื่อนตลาดได้มาก เท่ากับ การขับเคลื่อนนโยบายของ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งตลาดก็ได้เห็นประธานธนาคารกลางสหรัฐเขย่าตลาดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง หลังจากเข้ารับตำแหน่ง