‘ภาวะช็อก’ แบบไม่เท่าเทียม.!?

การเชื่อมโยงทางการค้าโลก เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ทางเศรษกิจ ทำให้ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวที่แยกจากกันได้


การเชื่อมโยงทางการค้าโลก เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ทางเศรษกิจ ทำให้ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวที่แยกจากกันได้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาส่งสัญญาณเตือนภาวะ Global yet Asymmetric Shock หรือ “ภาวะช็อกระดับโลกที่แต่ละประเทศรับผลกระทบไม่เท่ากัน” เปรียบเสมือนมรสุมทางเศรษฐกิจที่ซัดสาดเข้ามา ช่วงจังหวะที่โลกกำลังพยายามฟื้นตัวจากโควิด-19

ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงเปรียบเสมือน “ภาษีทางอ้อม” ที่ถูกจัดเก็บจากประชาชนและภาคธุรกิจแบบฉับพลัน

ความเสี่ยงที่น่ากังวลสุดคือการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันดิบกว่า 30% ของโลกไหลผ่าน หากเส้นทางนี้ถูกปิดตาย ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น จนไปบีบคั้นกำลังซื้อของผู้คนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้น ทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

-วิกฤตปุ๋ยและอาหาร :  เมื่อปุ๋ย 1 ใน 3 ของโลกต้องผ่านเส้นทาง ที่มีความขัดแย้ง เกษตรกรจึงต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังราคาอาหารทั่วโลก กระทบต่อกลุ่มเปราะบางและประเทศยากจนที่ต้องใช้จ่ายเงินกว่า 36% ของรายได้ไปกับค่าอาหาร

-อุตสาหกรรม EV และเซมิคอนดักเตอร์ : ความต้องการ “กำมะถัน” จากตะวันออกกลาง เพื่อใช้ในการผลิตนิกเกิลสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)  กำลังเผชิญภาวะคอขวด เช่นเดียวกับ “ก๊าซฮีเลียม” ที่เป็นหัวใจหลักของโรงงานชิปและอุปกรณ์การแพทย์

เมื่อต้นทุนพลังงานและอาหารทรงตัว อยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน จะเกิดแรงกดดันต่อ “การคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อ” หากภาคธุรกิจและประชาชนเชื่อว่า ราคาสินค้าจะสูงขึ้นต่อเนื่อง และจะเริ่มปรับเพิ่มค่าจ้างและราคาสินค้าล่วงหน้า จนเกิดเป็นวงจรเงินเฟ้อฝังรากลึก ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง นานกว่าที่คาด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินเฟ้อหลุดกรอบ

“มิติของตลาดทุน” เริ่มเห็นสภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้นและ ความผันผวนของค่าเงิน ประเทศที่มีภาระหนี้ต่างประเทศสูงและเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ ย่อมจะตกอยู่ในสภาวะที่อันตรายยิ่งขึ้น

แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยปัจจัยลบ แต่ IMF มองว่าประเทศที่มี “กันชนทางเศรษฐกิจ” ที่แข็งแกร่ง มีการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานที่ดีและมีตลาดทุนที่ลึกพอจะสามารถประคองตัวผ่านวิกฤตนี้ได้

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบภายในภูมิภาค เพื่อลดการพึ่งพาตัวแปรภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

สงครามครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ความเสียหายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความยืดหยุ่น มากพอที่จะรับมือกับความไม่แน่นอน ที่นับวันจะทวีความรุนแรง และซับซ้อนขึ้นในโลกยุคใหม่นี้หรือไม่..!!

ดังนั้น “การเฝ้าระวัง” และ “เตรียมแผนรับมือเชิงรุก” จึงเป็นกลยุทธ์เดียว ที่จะช่วยให้ก้าวข้ามผ่าน “ภาวะช็อก” นี้ไปได้อย่างยั่งยืน..!!

Back to top button