
บริบทแบงก์ท่ามกลาง ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
ท่ามกลางกระแสมรสุมเศรษฐกิจโลก กระหน่ำหนักตั้งแต่ต้นปี 2569 จึงเห็นภาพการปรับตัวครั้งสำคัญภาคสถาบันการเงินไทย
ท่ามกลางกระแสมรสุมเศรษฐกิจโลก กระหน่ำหนักตั้งแต่ต้นปี 2569 จึงเห็นภาพการปรับตัวครั้งสำคัญภาคสถาบันการเงินไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการ “กางปีก” ปกป้องภาคธุรกิจไทย ที่กำลังบอบช้ำจากปัจจัยลบรอบด้าน
ทั้งปัญหาสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานผันผวน และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนกลายเป็นโจทย์หินพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างแท้จริง..!!
หัวใจสำคัญสะท้อนผ่านมุมมอง 2 ธนาคารอย่างธนาคารกรุงทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เห็นตรงกันว่า “สภาพคล่อง” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ขาดไม่ได้
“ชาติศิริ โสภณพนิช” ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ (BBL) ชี้ให้เห็นว่า ยามวิกฤตเช่นนี้ธนาคารต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแหล่งเงินทุน แต่ต้องเป็น “ที่ปรึกษา” และ “ผู้สนับสนุน” โดยการอัดฉีด Liquidity Line และ Working Capital เพื่อให้ฟันเฟืองของธุรกิจหมุนต่อไป การช่วยเหลือแบบรายกรณี (Case by Case) จึงเป็นกลยุทธ์หลัก เพราะนาทีนี้ความต้องการของแต่ละธุรกิจมีความเฉพาะเจาะจงสูงเกินกว่าจะใช้มาตรการแบบเหมาเข่ง
สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการเงินไทย นั่นคือ การเตรียมพร้อมล่วงหน้า BBL โชว์ตัวเลขสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) สูงถึง 180% เปรียบเสมือน “กันชน” ขนาดใหญ่ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากหนี้เสียที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต การตั้งสำรองเชิงรุกเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความปลอดภัยของธนาคารเอง แต่เพื่อยืนยันว่าสถาบันการเงินจะยังมีกำลังพอที่จะประคองลูกค้าไปได้จนสุดทาง แม้ในวันที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะมาถึง
“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นว่า วิกฤตรอบนี้ “เงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้” เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ โครงสร้างและพฤติกรรมการบริโภค ธนาคารจึงต้องเข้าไปช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยน Business Model เพื่อความอยู่รอด เช่น การปรับกลยุทธ์การขาย หรือ การลดต้นทุนการผลิต
นี่คือการยกระดับจากการช่วยเหลือทางการเงินไปสู่การช่วยเหลือทางปัญญา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคใหม่
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ฐานความเสี่ยงที่กว้างขึ้น” เดิมทีความเปราะบางมักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม SME หรือรายย่อย แต่ปัจจุบันผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ได้เริ่มลุกลามสู่กลุ่มธุรกิจที่เคยแข็งแรง ทำให้ธนาคาร ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรับมือยาวและลึกขึ้น การประเมินสถานการณ์แบบ “วันต่อวัน” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการและธนาคาร ต้องใช้ร่วมกันเพื่อความอยู่รอด
ภาพรวมธนาคารไทยขณะนี้ คือ การเดินหน้าบนเส้นทางต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง การชะลอการลงทุน โครงการที่ไม่จำเป็น และการควบคุมต้นทุนภายในธนาคารเอง เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ เพื่อรักษาทรัพยากรไว้ใช้ในการช่วยเหลือลูกค้า อย่างไรก็ตามความหวังยังคงอยู่ที่การฟื้นตัวของปัจจัยภายนอก หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายเร็ว โอกาสธุรกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวก็มีสูง แต่หากยืดเยื้อ “ความอดทน” และ “ความแข็งแกร่งของสำรอง” กลายเป็นปัจจัยตัดสินว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปในสมรภูมินี้
การที่แบงก์งัดแผน BCP (Business Continuity Plan) ออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ถือเป็นสัญญาณบวกบอกว่าระบบการเงินไทยมีความพร้อม แต่สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายที่แท้จริงคือการยอมรับความจริงและเร่งปรับตัวควบคู่กับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน
เพราะโลกยุคหลังวิกฤต ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด..!!??